โดย คมกริต
บทความชิ้นก่อน เราได้สำรวจการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การต่อสู้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำรวจคำทำนายของทรอตสกีที่สวนทางกับความเป็นจริง และวิธีที่ขบวนการสายทรอตสกีตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว จนถึงความสับสนในการทำความเข้าใจระบอบภายในสหภาพโซเวียตและการต่อสู้ระดับสากล นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมก็มีผลต่อขบวนการทรอตสกีเช่นกัน ในบทที่ 3 ของหนังสือ “ลัทธิทรอตสกีหลังทรอตสกี (Trotskyism After Trotksy)” โทนี่ คลิฟฟ์ อธิบายที่มาความเสถียรภาพของระบบทุนนิยมภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อระบบทุนนิยมไม่ได้อยู่ภาวะใกล้ล่มสลายตามคำทำนายของทรอตสกี บางส่วนยังคงหลับหูหลับตาเชื่อว่าทุนนิยมจะล่มสลายแน่ ๆ อีกด้านหนึ่งคือฝันหวานว่าเสถียรภาพใหม่จะสามารถคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ แต่เสถียรภาพของระบบทุนนิยมก็เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้น
มากกว่านโยบายแนวเคนส์
ตั้งแต่ปี 1928 เป็นต้นมา จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้เสนอว่าความรับผิดชอบหลักของรัฐบาลคือการใช้นโยบายการคลัง (เช่น การใช้งบประมาณสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมสวัสดิการ) และการเงิน (เช่น การปรับภาษี การปรับดอกเบี้ย) ในระบบเศรษฐกิจเพื่อรักษาอัตราการจ้างงานเต็มที่ ต่อมาในปี 1936 รัฐบาลต่างๆ ในยุคนั้นปฏิบัติตามคำแนะนำของเขาด้วยแต่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ
ในยามสงบ เหล่านายทุนซึ่งลังเลจะเสียภาษีสำหรับสวัสดิการสังคมตามคำแนะนำของเคนส์ แต่กลับใจกว้างมากขึ้นในการทุ่มเงินให้กับการทหารพอสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้เข้ามา ยกตัวอย่างเช่น นายทุนสหรัฐฯ ที่เคยโกรธแค้นรูสเวลต์สุดขีดที่ทำให้งบประมาณรัฐขาดดุลกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 1934-1937 แต่มิได้รู้สึกกังวลกับการขาดดุล 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 1941-1942 และระบอบฟาสซิสต์ในเยอรมนี ได้สร้างภาวะการจ้างงานเต็มที่ด้วยการระดมคนหลายล้านคนเข้าสู่กองทัพและอุตสาหกรรมอาวุธ ณ จุดนี้ สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจยังเติบโตต่อไปได้คือการแข่งขันด้านอาวุธ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์จากเคมบริดจ์อย่างเคนส์
สะพานสู่ทฤษฎีเศรษฐกิจการผลิตอาวุธถาวร
ทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันทางทหารระหว่างรัสเซียกับประเทศทุนนิยมตะวันตก เป็นกลไกหลักที่บังคับให้เกิดการสะสมทุนอย่างต่อเนื่องในรัสเซีย การผลิตอาวุธในรัสเซียยังอธิบายเหตุที่เศรษฐกิจของประเทศไม่ประสบกับวัฏจักรเศรษฐกิจแบบเฟื่องฟู–ตกต่ำ เหมือนประเทศทุนนิยมอื่น ๆ แต่อีกฝั่งของม่านเหล็ก (Iron Curtain) ในประเทศตะวันตก การใช้จ่ายด้านอาวุธยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลงไปแล้ว
คลิฟฟ์อ้างอิงถึงเอกสารปี 1948 เรื่อง “The Class Nature of Stalinist Russia” มีบทหนึ่งชื่อว่า “Production and Consumption of Means of Destruction” (การผลิตและการบริโภคปัจจัยแห่งการทำลายล้าง) มีข้อสรุปคือ การผลิตอาวุธมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป มันไม่ได้ก่อให้เกิดเครื่องมือการผลิตใหม่ และไม่มีส่วนเสริมการบริโภคของชนชั้นแรงงาน ดังนั้น ผลผลิตจากอุตสาหกรรมอาวุธจึงไม่ก่อให้เกิดการผลิตต่อ เป็น “การบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต” (unproductive consumption) รูปแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยของชนชั้นนายทุนเอง
ใน “การบริโภคร่วมกันของชนชั้นนายทุน” นี้ ทำให้ชนชั้นนั้นสามารถ ขยายอำนาจทางทหาร และสามารถหา “โอกาสใหม่ในการสะสมทุน” ทำให้ “การผลิตและการบริโภคปัจจัยแห่งการทำลายล้าง” แตกต่างออกไปจากการบริโภคประเภทอื่นของชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิ
จากการสังเคราะห์ทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐนี้ เป็นเหมือนสะพานเชื่อมไปสู่ทฤษฎีเศรษฐกิจการผลิตอาวุธถาวร ที่เน้นบทบาทของรายจ่ายทางการทหาร ในการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศทุนนิยมตลาดเสรี
โดยวัฏจักรส่วนใหญ่ของระบบทุนนิยมเกิดจากกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ตกต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรม นำไปสู่การผลิตล้นเกิน (overproduction) ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ผลิตเพิ่มขึ้นมากจนขายไม่ออกเพราะผู้บริโภคไม่มีเงินพอซื้อ แต่การแข่งขันด้านอาวุธครั้งนี้ช่วยชะลอวัฏจักรการเติบโต-ซบเซาที่เกิดขึ้นทุก 10 ปีไปชั่วขณะ
การที่รัฐบาลจ้างแรงงานเพิ่มเพื่อผลิตอาวุธ เพิ่มกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้และก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคส่วนอื่นตามมา ประกอบกับความต้องการใหม่ของรัฐในด้านอาวุธ เครื่องแบบทหาร ค่ายทหาร เป็นต้น นอกจากนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่ออัตราการเพิ่มขึ้นของอุปทานสินค้าสำหรับพลเรือน ทำให้เกิดโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น และช่วยป้องกันวิกฤตการณ์จากภาวะการผลิตล้นเกินได้ แต่ทุนจะหาโอกาสเพิ่มกำไร และทุนก็ทำงานเต็มที่มากกว่าเดิม คือกำลังการผลิตที่ไม่ถูกใช้มีน้อยลง หรือทุนประกอบกิจการขาดทุนมีน้อยลงไปมาก อัตราการหมุนเวียนของทุนจึงสูงขึ้น
ด้วยพลังการผลิตอันมหาศาลที่สังคมมีอยู่ การเพิ่มภาระด้านการผลิตอาวุธไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การลดการบริโภคของพลเรือน แต่กลับทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในประเทศทุนนิยมที่มั่งคั่งที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าสหรัฐอเมริกาได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลถึง 83.7 พันล้านดอลลาร์ไปกับสงครามในปี ค.ศ. 1943 แต่การบริโภคของพลเรือนกลับไม่ได้ลดลง และเพิ่มสูงกว่าช่วงก่อนสงคราม โดยเพิ่มจาก 61.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 1939 เป็น 70.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 1943 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.7
หมดสิ้นฝันหวาน
เมื่อการจ้างงานเต็มที่ได้บรรลุผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบสองทศวรรษ การจัดการอุปสงค์โดยรัฐและหลักคำสอนที่เคนส์เสนอมาดูเหมือนจะได้รับการพิสูจน์แล้วอย่างไร้ข้อกังขาสำหรับนักการเมืองชั้นนำของทุกพรรคการเมืองในยุคหลังสงครามโลก
แม้แต่อดีตนักมาร์กซิสต์จำนวนหนึ่งก็ประกาศตนว่าเป็นสาวกของเคนส์ หนึ่งในนั้นคือจอห์น สเตรชีย์ เขาอ้างตนว่าเป็น “มาร์กซิสต์ออร์โธดอกซ์” (แม้ว่าในความเป็นจริงเขาได้รับอิทธิพลจากลัทธิสตาลิน) ในปี 1940 สเตรชีย์เสนอว่า ในระยะยาว สังคมนิยมเป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาความล่มสลายของระบบทุนนิยมได้ แต่ในระยะสั้นนั้น จำเป็นต้องมี “นโยบายเฉพาะกาล” เพื่อปฏิรูประบบทุนนิยม สเตรชีย์ยังกล่าวยกย่องการวิเคราะห์บางส่วนของมาร์กซ์ และยังคงใช้คำว่า “สังคมทุนนิยม” เพื่ออธิบายสังคมในยุคของเขา แต่เขากลับสรุปว่า “ปัญหาการว่างงานและวิกฤตเศรษฐกิจได้กลายเป็นเรื่องในอดีตแล้ว” และระบบทุนนิยมได้กลายเป็นระบบที่มีการวางแผนแล้ว
ในยุคเดียวกัน นักการเมืองฝ่ายขวาอย่าง แอนโทนี ครอสแลนด์ ชื่นชมแนวคิดการปฏิรูปทุนนิยมบนแนวทางเคนส์อย่างลึกซึ้งเช่นกัน ในปี 1956 ได้เสนอว่า “ความไร้ระเบียบของระบบทุนนิยม” กำลังค่อย ๆ หายไป เช่นเดียวกับ “ความขัดแย้งทางชนชั้น” ระบบทุนนิยมกำลังพัฒนาให้มีเหตุผลมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ทุนนิยมเองจะ “สลายตัวไปโดยสันติ”
หากคำทำนายของทรอตสกีถูกหักล้างโดยภาวะเฟื่องฟูหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วนั้น สาวกเคนส์และผู้แก้ต่างให้กับระบบทุนนิยมกลับถูกสภาพความเป็นจริงในระยะยาว หักล้างแทน — คือเมื่อระบบทุนนิยมตะวันตกตกอยู่ในวิกฤตการณ์ที่แก้ไม่ตก ซึ่งถาโถมเข้ามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา
ทฤษฎีเศรษฐกิจอาวุธถาวรแสดงให้เห็นว่า เหตุใดคำทำนายของทรอตสกีจึงไม่เป็นจริง แต่มากกว่านั้น ยังแสดงให้เห็นว่าในระยะยาว ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่เติบโตบนยอดหัวรบนิวเคลียร์นั้นไม่อาจมั่นคงและปลอดภัย
แม้ในยุคที่ระบบทุนนิยมโลกเจริญรุ่งเรือง อันเป็นผลมาจากการใช้จ่ายทางทหาร ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แบกภาระงบประมาณทางทหารที่สูงเท่ากัน เศรษฐกิจของประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านการทหารค่อนข้างสูงจะพบว่าตนเองเสียเปรียบในการแข่งขัน และจะถูกกดดันให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมพลเรือน ทำให้วัฏจักรธุรกิจแบบดั้งเดิมกลับมาปรากฏอีกครั้ง
ตัวอย่างคือ การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นและเยอรมนีตะวันตก ประกอบกับการกระจายภาระด้านอาวุธที่ไม่เท่าเทียมกัน นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจไร้เสถียรภาพและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอีกครั้ง: ผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น 5.4% ต่อปีในช่วงปี 1950-1963 และ 6% ในช่วงปี 1963-1973 ลดลงเหลือ 2.6% ในช่วงปี 1973-1990 และ 1.4% ในช่วงปี 1990-1996
สหรัฐอเมริกาใช้รายได้ทางเศรษฐกิจของประเทศไปกับอาวุธมากกว่าญี่ปุ่นหรือเยอรมนีตะวันตกมหาศาล ทั้งสองประเทศที่ถูกห้ามไม่ให้มีกำลังทหารขนาดใหญ่ไว้เนื่องจากแพ้สงคราม ญี่ปุ่นไม่เคยใช้รายได้ของประเทศไปกับการป้องกันประเทศเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถสะสมทุนได้มากขึ้นและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเพื่อปรับปรุงโรงงาน ผลที่ตามมาคืออุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด อุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่นเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมของอังกฤษในฐานะอันดับหนึ่งของโลก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นแซงหน้าเยอรมนีซึ่งเคยครองอันดับหนึ่งมาก่อน เป็นต้น
สงครามเวียดนามยิ่งทำให้อุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาล้าหลังกว่าเยอรมนีและญี่ปุ่น ผลที่ตามมาคือในปี 1973 ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเผยให้เห็นถึงราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูด ยุคเฟื่องฟูอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ผู้รับภาระคือชนชั้นแรงงานและตามมาด้วยยุคแห่งการรัดเข็มขัด หรือ “เสรีนิยมใหม่”
บทสรุป
ทฤษฎีการผลิตอาวุธถาวรของโทนี่ คลิฟฟ์ เป็นความพยายามของนักมาร์กซิสต์รุ่นหลังทรอตสกีที่จะอธิบายโลกทุนนิยมหลังสงครามในภาวะที่คำทำนายดั้งเดิมไม่เป็นจริง คลิฟฟ์เสนอว่าการผลิตอาวุธเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยืดอายุของระบบทุนนิยมโดยดูดซับทุนส่วนเกิน ลดการว่างงาน และสร้างเสถียรภาพทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าความมั่นคงนี้เป็นเพียงภาพลวงตา เพราะอิงอยู่บนฐานของการผลิตที่ไม่ก่อมูลค่าและการทำลายทรัพยากร ในที่สุด ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่าระบบทุนนิยมไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน หากต้องพึ่งพาการผลิตเพื่อทำลายล้าง การอยู่รอดของระบบจึงยิ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดการล่มสลายในอนาคต ทฤษฎีการผลิตอาวุธถาวรจึงไม่เพียงเป็นคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ แต่ยังเผยให้เห็นระบบที่ต้องพึ่งพาสงครามและความป่าเถื่อนเพื่อความอยู่รอดของตนเอง

