เขียนโดย ดีเร็ก ไอด์ (Derek Ide) (จากวารสารจาโคแบง 30 ก.ย. 2025)
พัชณีย์ คำหนัก แปลสรุป คอลัมน์ ปรับกระบวนทัศน์
เหตุการณ์ล่าสุดในอินโดนีเซียได้ดึงดูดความสนใจของสื่อทั่วโลก การประท้วงของเยาวชนซึ่งไม่พอใจมาตรการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจและอภิสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา ได้ปะทุขึ้นทั่วประเทศ ทว่า นอกจากเหตุการณ์ประท้วงเช่นนี้ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักแล้ว ประเทศหมู่เกาะที่มีประชากรเกือบ 300 ล้านคนแห่งนี้ มักเป็นเพียงเรื่องไกลตัว แม้แต่ฝ่ายซ้ายสากลส่วนใหญ่ก็ตาม แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน อินโดนีเซียเคยเป็นศูนย์กลางของภูมิรัฐศาสตร์โลก สำหรับนักสากลนิยมที่หลงใหลใน “จิตวิญญาณบันดุง” ไปจนถึงสายลับตะวันตกที่มุ่งบ่อนทำลายอธิปไตยของอินโดนีเซีย จึงไม่มีใครสงสัยในความสำคัญของประเทศนี้บนเวทีโลก ดังที่จะกล่าวต่อไป
1. จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์: จาก “จิตวิญญาณบันดุง” สู่เผด็จการซูฮาร์โต
ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 อินโดนีเซียอยู่ภายใต้การนำของ ซูการ์โน (Sukarno) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของกระแส ชาตินิยม-ต่อต้านจักรวรรดินิยม ในโลกที่สาม เขามีบทบาทสำคัญในการจัด การประชุมเอเชีย-แอฟริกา ที่เมืองบันดุง ปี 1955 ซึ่งเป็นการรวมตัวของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อต่อต้านอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก การประชุมครั้งนั้นสร้าง “จิตวิญญาณบันดุง” ที่มุ่งเน้นความเป็นเอกภาพของโลกใต้และแนวคิดการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ในเวลาต่อมา ซูการ์โนพยายามขยายแนวคิดนี้ด้วยการเสนอจัดตั้ง CONEFO (Conference of New Emerging Forces) หรือ “การประชุมของพลังใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น” เพื่อเป็น “สหประชาชาติในจาการ์ตา” ที่จะรวมประเทศโลกที่สามเป็นขั้วอำนาจอิสระจากทั้งสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต โครงการนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ซึ่งขณะนั้นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศสังคมนิยม
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของซูการ์โนและ PKI ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็นที่สหรัฐฯ กำลังต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชีย หลังจากอินโดจีนลุกเป็นไฟจากสงครามเวียดนาม วอชิงตันจึงเฝ้ามองอินโดนีเซียอย่างระแวดระวัง
การเข้าใจ CONEFO เราจำเป็นต้องย้อนรอยภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้นเล็กน้อย ระหว่างปี 1963 ถึง 1965 ในขณะที่ความแตกแยกระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคอมมิวนิสต์โลก อินโดนีเซียได้กลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของปักกิ่ง
อินโดนีเซียในเวลานั้นมี พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ซึ่งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ได้ปกครองประเทศ พรรคนี้นำโดย ดี. เอ็น. ไอดิต (D.N. Aidit) ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนมวลชนหลักของซูการ์โน และทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากสหภาพโซเวียตและการสนับสนุนทางการทูตจากจีน
ในปี 1963 หลังจากถูกชาติตะวันตกบ่อนทำลายและโจมตีมาหลายปี ซูการ์โนได้เริ่มนโยบายที่เรียกว่า “โคนฟรอนตาซี” (Konfrontasi) หรือ “การเผชิญหน้าทางทหาร” กับประเทศมาเลเซียที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่โดยการสนับสนุนของอังกฤษ ซูการ์โนมองว่ามาเลเซียเป็นสิ่งที่ชาติตะวันตกยัดเยียดให้กับภูมิภาค เช่นเดียวกับอิสราเอลในโลกอาหรับ “มาเลเซียไม่ใช่ชาติเอเชีย!” เขากล่าว “มาเลเซียเป็นประเทศที่อังกฤษสร้างขึ้นในดินแดนเอเชีย!”
เมื่อความตึงเครียดตามแนวชายแดนเพิ่มสูงขึ้น ฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึงเมื่อสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มอบตำแหน่งสมาชิกชั่วคราวให้แก่มาเลเซียในต้นปี 1965 ซูการ์โนประท้วงด้วยการถอนตัวของอินโดนีเซียออกจากองค์การสหประชาชาติ
หลังจากอินโดนีเซียถอนตัวออกไป องค์การสหประชาชาติจึงกลายเป็นองค์กรที่ไม่รวมประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลก ขณะนั้นเกาะไต้หวันยังคงครองที่นั่งของจีนแทนสาธารณรัฐประชาชนจีน และอินโดนีเซียก็เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ เวียดนามเหนือ และประชาชาติไร้รัฐอย่างชาวปาเลสไตน์
ซูการ์โนเรียกองค์การสหประชาชาติว่าเป็นเครื่องมือของ “Oldefo” หรือ “Old Established Forces” (พลังเก่าที่สถาปนามาแล้ว) เพื่อตอบโต้ เขาจึงเสนอจัดตั้ง “CONEFO” หรือ “Conference of the New Emerging Forces” (การประชุมของพลังใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น) ขึ้นมาแทน
2. รัฐประหารและการสังหารหมู่: เมื่อ “ระเบียบใหม่” เริ่มต้นด้วยเลือด
ปี 1965 คือจุดแตกหัก เมื่อกลุ่มนายทหารระดับล่างอ้างว่าเกิด “แผนก่อรัฐประหารโดยคอมมิวนิสต์” หลังจากนั้น นายพลซูฮาร์โต (Suharto) ใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการปราบปราม PKI และยึดอำนาจจากซูการ์โน
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือหนึ่งใน การสังหารหมู่ที่โหดร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 มีผู้ถูกฆาตกรรม 500,000-1,000,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ แรงงาน ชาวนา ปัญญาชน และชนกลุ่มน้อยทางศาสนา
รายงานจากนักประวัติศาสตร์และเอกสาร CIA ภายหลังเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีส่วนสนับสนุนโดยตรง ทั้งการจัดหาเงินทุน รายชื่อสมาชิก PKI และข่าวกรองเพื่อช่วยฝ่ายทหารกำจัด “ภัยคอมมิวนิสต์” ขณะเดียวกัน สื่อและนักการทูตตะวันตกรายงานเหตุการณ์นี้ในเชิงบวก โดยเรียกว่า “ชัยชนะของประชาธิปไตย” และ “การกลับมาของระเบียบเดิม”
หลังการสังหารหมู่ ซูฮาร์โต ขึ้นสู่อำนาจเต็มรูปแบบในปี 1966 และเริ่มต้นยุค “ระเบียบใหม่” ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการที่อยู่ได้ยาวนานกว่า 30 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกในฐานะพันธมิตร “ต่อต้านคอมมิวนิสต์” ที่มั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3. การล่มสลายของ CONEFO และการสิ้นสุดของความฝันโลกที่สาม
หลังการรัฐประหาร โครงการ CONEFO ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างประเทศโลกที่สามก็ถูกยกเลิกอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่สร้างไว้บางส่วน เช่น อาคารศูนย์กลางการประชุม ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น อาคารรัฐสภาอินโดนีเซีย — สัญลักษณ์ของการหันหลังให้กับอุดมการณ์สากลนิยมและการปฏิวัติ
ซูดิสมัน (Sudisman) หนึ่งในแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ที่กำลังเผชิญกับความตายแน่นอนในศาลเตี้ยของซูฮาร์โต กล่าวในการพิจารณาคดีของเขาในปี 1967 ถึงผลกระทบของรัฐประหารครั้งนั้นต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกว่า
“อิสราเอลเริ่มโจมตีสาธารณรัฐอาหรับ (United Arab Republic) หลังจากที่อินโดนีเซียยุติการเผชิญหน้ากับมาเลเซียแล้ว ซึ่งแน่นอนว่านั่นหมายความว่าสำหรับพวกจักรวรรดินิยม ทุกสิ่งทุกอย่างได้กลับมา ‘เข้าที่เข้าทาง’ พวกเขาไม่ต้องกลัวอีกต่อไปว่าตำแหน่งแห่งที่ของตนในอินโดนีเซียและประเทศรอบข้างจะถูกสั่นคลอน”
ผลที่ตามมาคือ “จิตวิญญาณบันดุง” ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศโลกที่สามร่วมมือกันเสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่ปี อินโดนีเซียกลายเป็นตัวอย่างของ “บทเรียนแห่งความล้มเหลว” ในสายตาของขบวนการปลดปล่อยทั่วโลก
4. ผลสะเทือนระดับโลก: จากอินโดนีเซียถึงปักกิ่งและวอชิงตัน
ความพ่ายแพ้ของซูการ์โนและ PKI ยังส่งผลสะเทือนต่อประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะ จีนของเหมาเจ๋อตง ซึ่งมองว่าการสูญเสียอินโดนีเซียคือ “หายนะยิ่งใหญ่ที่สุด” ของขบวนการปฏิวัติในโลกที่สาม นักวิชาการบางคนชี้ว่า นี่เป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้เหมาเปิดฉาก การปฏิวัติวัฒนธรรม เพื่อฟื้นฟูอุดมการณ์การปฏิวัติในประเทศ
แต่ในอีกสิบปีต่อมา จีนเองก็เปิดทางสู่การสมานฉันท์กับสหรัฐฯ ภายใต้ยุคเติ้ง เสี่ยวผิง การปรับแนวนี้ทำให้จักรวรรดินิยมอเมริกันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยไม่มีคู่แข่งจากขั้ว “โลกที่สาม” อีกต่อไป
5. โลกหลังอินโดนีเซีย: จักรวรรดินิยมและความทรงจำที่ถูกลืม
การสังหารหมู่ในอินโดนีเซียกลายเป็น “ความเงียบในประวัติศาสตร์โลก” แม้จะมีผู้เสียชีวิตนับล้าน แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงในหน้าหนังสือพิมพ์ระดับโลกเท่ากับเหตุการณ์อื่น ๆ ดังที่ ขบวนการ Black Panthers เคยกล่าวไว้อย่างเจ็บแสบว่า “อินโดนีเซียไม่เคยได้ขึ้นหน้าแรกของหนังสือพิมพ์”
ในอีกด้านหนึ่ง โลกก็เดินหน้าสู่ระเบียบจักรวรรดินิยมแบบใหม่ สหรัฐฯ ครองอำนาจเหนือองค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ ซึ่งกลายเป็นเพียงเครื่องมือของอำนาจตะวันตกมากกว่าจะเป็นเวทีของประเทศยากจน ดังจะเห็นได้จากความไร้อำนาจของ UN ต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์ปัจจุบัน
ในศตวรรษที่ 21 แม้กลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) จะพยายามสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อท้าทายระเบียบโลกแบบตะวันตก แต่จิตวิญญาณและความกล้าฝันแบบ “โลกที่สามของซูการ์โนและ PKI” ก็ยังไม่ฟื้นคืนมาอย่างแท้จริง
6. บทสรุป: จาก “ยูเอ็นในจาการ์ตา” สู่ “ยูเอ็นแห่งจักรวรรดินิยม”
เรื่องราวของอินโดนีเซียในทศวรรษ 1960 จึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็น จุดเปลี่ยนของระเบียบโลก จากความพยายามสร้างโลกใหม่ที่เท่าเทียมกัน ไปสู่ยุคที่สหรัฐฯ ผูกขาดทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสถาบันระหว่างประเทศ แม้แต่ มูลนิธิคาร์เนกี อ้างว่าสหประชาชาติเป็นองค์กรที่ “สะท้อนความต้องการและผลประโยชน์ของประเทศที่ยากจนและอ่อนแอที่สุดในโลก” แต่ ความไร้อำนาจสิ้นเชิงของยูเอ็นต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในฉนวนกาซาตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ กลับแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดว่าข้ออ้างนั้นไม่เป็นความจริง
ความฝันที่จะสร้าง “องค์การสหประชาชาติในจาการ์ตา” ถูกฝังไปพร้อมกับผู้คนกว่าครึ่งล้านชีวิต แต่ร่องรอยของมันยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่า โลกที่เป็นธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังมีจักรวรรดินิยมที่มือเปื้อนเลือดของประชาชน

