ทุนนิยมทำลายสิ่งแวดล้อม

โดย วัฒนะ วรรณ

​เราจำเป็นต้องมีสังคมแบบใหม่ ที่ไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจของ “กำไร” เพื่อจะสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับมนุษย์ที่ยั่งยืน มันเป็นภาระที่หนักสำหรับคนรุ่นต่อไปที่ต้องแบกเรื่องเหล่านี้ไว้บนบ่า

​มนุษย์แยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเอง ชนชั้นกรรมาชีพต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะเพิ่มขึ้น ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันในเมือง ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นควัน อากาศเป็นพิษ น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเน่าเสีย ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนาจน

​มีหลายสำนักคิดที่พยายามหาทางออกจากความย่ำแย่นี้ ขบวนการกรีนที่มองว่าการบริโภคของมนุษย์คือปัญหา และควรลดการบริโภคลง เขามองการพัฒนากำลังการผลิตเทคโนโลยีต่างๆ นำมาซึ่งปัญหาการบริโภคมากเกินไปที่ไปกระทบต่อทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม บางสำนักคิดเสนอว่า ประชากรมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากเกินไป มากกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของการผลิตอาหาร ทำให้มนุษย์อดอยาก

​การมองการพัฒนาในแง่ลบ เป็นการมองแบบผิวเผิน เห็นเพียงผิวด้านนอกของระบบทุนนิยม แต่ถ้าพิจารณาในแง่ลึกและซับซ้อนเพิ่มขึ้น จะพบว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมทุนนิยมมีสิ่งจำเป็นในการบริโภคไม่เพียงพอ ท่ามกลางการผลิตที่ล้นเกิน เราเห็นอาหารเหลือทิ้งมากมายท่ามกลางความหิวของผู้คน เราเห็นตึกร้างบ้านร้างมากมายท่ามกลางผู้คนที่ไร้ที่อยู่อาศัย เราเห็นที่ดินว่างเปล่ามากมายท่ามกลางชาวนาไร้ที่ดินเพราะปลูกที่เพียงพอ

​คนส่วนใหญ่ไม่ได้บริโภคมากเกินไป และเทคโนโลยีไม่ใช่ปีศาจทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีมีประโยชน์ในการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าที่เพียงพอ โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนั้น เทคโนโลยียังมีประสิทธิภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบบำบัดน้ำเสีย รถไฟฟ้าที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ระบบควบคุมฝุ่นละอองในโรงงานอุตสาหกรรม เทคโนโลยีพลังงานสะอาด แสงอาทิตย์ ลม ฯลฯ แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน

  ​การย้อนกลับไปสู่สังคมการผลิตยุคเก่า เน้นพึ่งพาธรรมชาติดิบใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีสมัยใหม่เพียงเล็กน้อย อาจจะรักษาสิ่งแวดล้อมได้บ้าง แต่มนุษย์จะต้องกลับไปใช้ชีวิตที่ยากลำบากมีคุณภาพชีวิตที่ตรากตรำเพิ่มขึ้นเพื่ออะไร สภาพสังคมแบบนั้นไม่ทำลายธรรมชาติก็จริง เพราะความสามารถในการผลิตมีศักยภาพต่ำ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ การทำงานในชั่วโมงเท่ากันแต่สามารถผลิตสินค้าได้มากกว่า มีคุณภาพมากกว่า นั่นหมายความว่า มนุษย์จะมีเวลาพักผ่อนได้มากขึ้น มีเวลาในการทำงานสร้างสรรค์อื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่น งานศิลปะ ไม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ถึงแม้ว่าปัจจุบันกรรมาชีพยังไม่สามารถควบคุมเครื่องจักรให้ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้ก็ตาม

​แต่ข้อเสนอทางออกให้มนุษย์ลดการบริโภคลง กลับคืนสู่ธรรมชาติ เรียบง่าย ก็ไช่ว่าจะไร้เหตุผลซะทีเดียว ในระบบทุนนิยมที่แสวงหาการเติบโตของกำไรตลอดเวลา ได้สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่ฟุ่มเฟือย ไม่เกิดประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์มากนัก การแข่งขันกันผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน แล้วก็ต้องโฆษณาแข่งขันกัน ผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความซับซ้อน การเก็งกำไรในตลาดหุ้น อุตสาหกรรมคาสิโน ฯลฯ ถ้าคนส่วนใหญ่ควบคุมการผลิตได้ ควบคุมเทคโนโลยีได้ การผลิตสินค้าบางชนิดที่เกินจำเป็นไม่เกิดประโยชน์ก็จะลดลงด้วย เวลาที่เหลือจากกิจกรรมเหล่านั้นจะสามารถนำไปใช้ดูแลธรรมชาติได้มากขึ้น เปิดโอกาสให้มนุษย์มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติใกล้ชิดได้มากขึ้น

​ปัญหาของแนวคิดที่เน้นปัจเจกของมนุษย์ มองมนุษย์มีบทบาทเหมือนๆ กันหมดในการสร้างการพัฒนาขึ้นมา ทางออกจึงต้องแก้ที่พฤติกรรม เป็นแนวคิดที่ปฏิเสธชนชั้นจะไม่สามารถเดินไปสู่ทางออกได้อย่างแท้จริง

​ประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์ที่ผ่านมา ไม่สามารถแยกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมออกจากกันได้ ทั้งสองสิ่งนี้มีผลกระทบต่อกันและกันตลอดเวลา เมื่อมนุษย์ขยายพื้นเพาะปลูกเพิ่ม ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำลายพื้นที่ป่า เมื่อพื้นที่ป่าเหลือน้อยเกินไป วิกฤติของธรรมชาติก็จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ เช่น น้ำท่วม  ฝนแล้ง มันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเป็นผู้กระทำต่อธรรมชาติไปพร้อมกัน ถ้ามนุษย์ควบคุมการผลิตสินค้าของมนุษย์โดยแท้จริง มนุษย์ก็จะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงธรรมชาติตลอดเวลาในหลายแง่มุม

​แนวคิดที่พยายามเสนอว่า ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ถูกกระทำโดยมนุษย์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง มนุษย์ต้องทำกิจกรรมต่างๆ ในการดำเนินชีวิตผ่านธรรมชาติ ถ้าไม่มีธรรมชาติ สังคมมนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ สังคมมนุษย์และธรรมชาติต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งสองสิ่งนี้ต้องวิวัฒนาการไปพร้อมกัน

​มาร์คซ์มองว่า  “ระบบทุนนิยม”  คือสาเหตุสำคัญในการแยกมนุษย์ออกจากสิ่งแวดล้อม เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ผ่านระบบกลไกตลาดของระบบทุนนิยม โดยเกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีระบบการผลิตแบบทุนนิยม ด้านหนึ่ง มนุษย์ส่วนใหญ่ถูกปลดออกจากการเป็นเจ้าของร่วมกันของทรัพยากรธรรมชาติในโลก อีกด้าน มนุษย์จำนวนหนึ่งที่เป็นคนส่วนน้อยของสังคม คือนายทุน เข้าครอบครองทรัพยากรทั้งหมดภายใต้กลไกตลาดเพื่อแสวงหาอัตรากำไรสูงสุด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติต่อไปได้ กลไกตลาดของระบบทุนนิยมที่บูชาอัตรากำไรจะไม่สามารถให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมได้ จนในที่สุดสิ่งแวดล้อมถูกทำลายส่งผลเสียต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งสังคม

​ในระบบทุนนิยมนั้นให้ความสำคัญกับ “มูลค่าการแลกเปลี่ยน” ที่มาของอัตรากำไรมากกว่า “มูลค่าของการใช้สอย” ถึงแม้ในความเป็นจริงมูลค่าใช้สอย อากาศ น้ำ ทรัพยากรต่างๆ จะมีคุณค่ามหาศาลต่อมนุษย์ ระบบการแลกเปลี่ยนอยู่ภายใต้กลไกตลาด มูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจึงถูกละเลยไป เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดทำไมระบบทุนนิยมจึงไม่สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้

​ทำไมการควบคุมทรัพยากรต่างๆ โดยคนส่วนน้อย ถึงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ ทำไมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยมนุษย์แบบปัจเจกถึงไม่มีประสิทธิภาพนักมาร์คซิสต์อธิบายเรื่องนี้ด้วยแนวคิดการแบ่งชนชั้นในสังคมทุนนิยม โดยใช้ความสัมพันธ์การผลิตเป็นเครื่องมือ ในระบบทุนนิยมมีเพียงชนชั้นสองกลุ่มหลักๆ เท่านั้น คือกรรมาชีพและนายทุน กรรมาชีพเป็นผู้ที่ไร้ปัจจัยการผลิต ไม่ได้ครอบครองทรัพยากร ต้องขายแรงงานเลี้ยงชีพ ทำงานในโรงงาน ในสำนักงาน เป็นคนส่วนใหญ่ ส่วนชนชั้นนายทุนเป็นคนส่วนน้อย แต่ครอบครองปัจจัยการผลิต ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิต

​ผลผลิตในระบบทุนนิยมที่กรรมาชีพผลิตจะถูกยึดไปโดยนายทุน เพื่อสะสมและนำไปขยายการผลิตต่อไปเรื่อย ๆ ภายใต้ระบบการสะสมทุนแบบนี้ ผลผลิตที่ถูกผลิตขึ้นสะสมเป็นความมั่งคั่งผ่านระบบกรรมสิทธิ์เอกชน จะไม่ถูกนำไปตอบสนองในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อเขา มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ นอกจากนั้น ระบบที่เน้นการแข่งขันของทุนนิยมจะกดดันบริษัทเอกชนไม่ให้มีการลงทุนสร้างระบบการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม เพราะจะทำให้ต้นทุนเพิ่ม ซึ่งจะไปลดความสามารถในการแข่งขันกับนายทุนคนอื่น เราจึงมักจะเห็นกลุ่มทุนออกมาคัดค้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงประเทศจักรวรรดินิยมอย่างสหรัฐฯ จีน ที่ไม่ยอมลงนามลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโลกร้อน

​นักมาร์คซิสต์เสนอว่า ถ้าจะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องยกเลิกระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เน้นการแข่งขันปัจเจกเปลี่ยนมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการวางแผนร่วมกันทั้งสังคมที่เรียกว่าระบบสังคมนิยม ที่นำทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยการผลิต มาตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ ประวัติศาสตร์ทุนนิยมแสดงให้เห็นว่า เมื่อใดที่มีการสร้างเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการเพิ่มผลผลิต เมื่อนักทุนนิยมถือประโยชน์จากศักยภาพใหม่ๆ ในการผลิตเพิ่มขึ้นด้วยต้นทุนเท่าเดิม การจัดการด้านเทคโนโลยีภายใต้ระบบทุนนิยม จึงไม่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มีแต่จะทำให้เลวลง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ