รัฐทุนนิยมทำให้ภัยพิบัติ (น้ำท่วม) รุนแรงขึ้น รัฐต้องชดเชยความเสียหายเต็มจำนวน ยกเลิกหนี้สิน

โดย กองบรรณาธิการ

เมื่อเดือนกรกฎาคม กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอิทธิพลของพายุ “วิภา” ที่พัดเข้ามาทางตะวันออกก่อนที่เดือนตุลาคมพายุ “คัลแมกี” จะตามมาตอกย้ำ การมาถี่ของพายุเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณของภาวะโลกรวนที่รุนแรงขึ้นทุกปี 

​                อยุธยาต้องจมอยู่ใต้น้ำยาวนานตั้งแต่สิงหาคมถึงพฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวไทยรัฐรายงานเมื่อ 17 ตุลาคมว่า มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5 หมื่นครัวเรือน และตามรายงานกรมประชาสัมพันธ์วันที่ 24 พฤศจิกายน มวลน้ำได้ถาโถมลงมาทางภาคใต้ ตั้งแต่สุราษฎร์ธานีถึงนราธิวาส รวมแล้วมีผู้ประสบภัยเพิ่มอีก 1.9 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นความล้มเหลวระดับโครงสร้างของรัฐไทยในการรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

                จากบทสัมภาษณ์ สิตางศุ์ พิลัยหล้า โดยบีบีซีไทยเมื่อ 14 พฤศจิกายน แม้น้ำปีนี้มีปริมาณน้อยกว่าปี 2554 ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ความเสียหายกลับสูงจนน่าตกใจ เพราะการเตรียมรับมือแทบไม่มีอยู่จริง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเมื่อ 25 พฤศจิกายนว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากภาคบริการ ภาคเกษตร ไปจนถึงการหยุดชะงักของการผลิต ประชาชนไม่ได้สูญเสียแค่บ้านและทรัพย์สิน แต่รวมถึงความมั่นคงของชีวิตและอนาคต

                คำถามใหญ่จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า “น้ำท่วมเพราะอะไร” แต่รวมถึง “ทำไมรัฐไม่ป้องกันทั้งที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดขึ้นทุกปี”

                ต้นตอของน้ำท่วมไม่ใช่แค่ธรรมชาติ พายุที่มาเป็นระลอกเกิดจากวิกฤตภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการแสวงหากำไรอย่างไม่มีสิ้นสุด และการไม่ลดคาร์บอนของรัฐบาลทั่วโลก ล่าสุด องค์การ Germanwatch เผยว่าจากรายงานดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ประจำปี 2026 ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบสภาพภูมิอากาศรุนแรงอันดับที่ 17 ของโลก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากำลังอยู่ในแนวหน้า แต่นโยบายรัฐกลับไม่ต่างจากการปะผุเพื่อให้ผ่านหน้าฝนปีต่อปี

                ในบทสัมภาษณ์ของบีบีซีชิ้นเดียวกันนี้ได้ยกบทเรียนน้ำท่วมเมื่อปี 2554 เกี่ยวกับแผนการปรับปรุงคลองระบายขนานใหญ่ การประสานและปรับเปลี่ยนเส้นทางระบายน้ำเป็นครั้งคราว แต่ความเป็นจริงกลับอาศัยมาตรการ “ทุ่งหน่วงน้ำ” คือใช้พื้นที่ทุ่งตามภูมิภาครับน้ำรอการระบายแทน ในกรณีนี้ ซึ่งกว่าจะระบาย มวลน้ำก็สูงขึ้นมหาศาล จังหวัดอยู่ในเส้นทางการระบายจึงต้องรับความเสียหายจากพลังของมวลน้ำไปด้วย

                ด้านการเยียวยา ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ 19 พฤศจิกายนเสนอตัวเลขชดเชยสูงสุดเพียง 20,000 บาท ทั้งที่ความเสียหายนับแสนถึงล้านต่อครัวเรือน งบประมาณ 6,000 ล้านบาทถูกใช้ไป แต่ประชาชนกลับถูกปล่อยให้รอดชีวิตกันเอง นี่คือสัญลักษณ์ของรัฐที่ใช้งบประมาณเพื่อสร้างภาพ มากกว่าการสร้างระบบคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง

                กรณีหาดใหญ่ในปลายเดือนพฤศจิกายนคือภาพสะท้อนความล้มเหลวที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หาดใหญ่ต้องรับน้ำต่อเนื่องเกิน 6 วันตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน แม้มีประกาศอพยพ แต่กลับไร้ระบบช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม จนโรงพยาบาลยังมีผู้ป่วยติดค้าง ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในบ้าน คาดว่าหลายหมื่นคน และมีศพลอยตามน้ำ โศกนาฏกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากการ “ห่วงทรัพย์สิน” ตามที่ธรรมนัส พรมเผ่า กล่าวเมื่อ 25 พฤศจิกายน แต่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรงว่ารัฐจะช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้จริงต่างหาก

                เมื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 ยิ่งเห็นชัดว่ารัฐบาลจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด กระทรวงกลาโหมได้รับงบสูงกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คมนาคม และสาธารณสุขรวมกันเกือบเท่าตัว งบประมาณมากมายพร้อมสำหรับกองทัพ แต่กลับ “ไม่พอ” สำหรับชีวิตของประชาชน นี่คือพฤติกรรมแบบเดียวกับช่วงโควิด: รัฐให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าตัวเองมากกว่าชีวิตของคน

                โดยสรุปคือ รัฐบาล “จงใจ” ให้ประชาชนต้องแบกรับความสูญเสียกับความผิดพลาดของรัฐบาล โดยเฉพาะกรรมาชีพและชาวนาจน จะเดือดร้อนหนักสุด ทั้ง ๆ ที่มีเครื่องมือและกลไกมากมาย แต่รัฐบาลกลับมองเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้าและอาศัยเพียงระบบอาสาสมัคร สังคมไทยทำงานสร้างมูลค่าให้กับประเทศมหาศาล กลับถูกปล่อยให้ช่วยเหลือกันเอง ซึ่งไม่มีมีประสิทธิภาพพอ

                ระยะสั้นรัฐบาลต้องเร่งมือฟื้นฟูให้คุณภาพชีวิตของผู้คนกลับมาใกล้เคียงเดิมมากที่สุด ต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เต็มจำนวน อาทิ ค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถ อุปกรณ์เครื่องใช้ดำรงชีพและประกอบอาชีพ ต้องจัดหาเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยอย่างน้อย 5 ปี และปลอดการชำระเงินต้นอย่างน้อย 1 ปี วงเงินเต็มจำนวนความเสียหาย สำหรับกรรมาชีพ ลูกจ้าง ที่ตกงาน ขาดรายได้ รัฐจ่ายเงินชดเชย เท่ากับรายได้เฉลี่ยของสังคม เดือนละ 20,000 บาท อย่างน้อย 1 ปี หรือจนกว่าจะหางานทำได้ สำหรับผู้บาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้ ต้องชดเชย วันละ 1000 บาท กรณีผู้เสียชีวิต ชดเชย 6 ล้านบาท (เท่ากับการทำงาน 30 ปี ปีละ 200,000 บาท)

                ภาระหนี้สินของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยต้องถูกยกเลิกโดยไม่มีเงื่อนไข ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีคาดการณ์ได้ว่าสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะหาดใหญ่ ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะกลับมาใกล้เคียงเดิมได้ ภาระหนี้สินจะยิ่งทวีให้ความเดือดร้อน กดดัน ต่อการดำเนินชีวิตยากลำบากเพิ่มขึ้น

                ในระยะยาว รัฐไทยต้องปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมและพลังงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง สร้างขนส่งสาธารณะถ้วนหน้าโดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากธรรมชาติ ต้องมีที่อยู่อาศัยราคาถูกใกล้สถานที่ทำงานเพื่อลดความสิ้นเปลืองจากการเดินทาง กระจายงบประมาณและอำนาจการตัดสินใจสู่ทุกจังหวัด เพื่อทั้งกระจายความเจริญและออกแบบเมืองและระบบน้ำให้สอดคล้องกับสภาพจริง ในการเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นการสร้างงานอีกด้วย แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ฉะนั้น ต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจากนายทุนรายใหญ่ เพราะสุดท้าย ทั้งภาษีและกำไรล้วนมาจากการทำงานของแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ตั้งแต่ต้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ