โดย พัชณีย์ คำหนัก
ประเทศไทยอยู่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจ–การเมืองแบบกึ่งปริมณฑลในระบบทุนนิยมโลก ทุนข้ามชาติและทุนใหญ่ภายในประเทศใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งแรงงานราคาถูกในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ชนชั้นนำไทยทำหน้าที่เป็นทั้งนายทุนและตัวกลางของทุนโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพการลงทุนให้แก่ต่างชาติ พร้อมกับสะสมกำไรจากแรงงานไทยในระดับสูง เหล่านี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะปัญหาแรงงานทุกมิติเกิดจากโครงสร้างอำนาจผูกขาดระหว่าง ทุนใหญ่–ข้าราชการระดับสูง–กองทัพ–ระบบราชการ และพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรวย อภิสิทธิ์ชนซึ่งร่วมกันกำหนดนโยบายแรงงานและเศรษฐกิจให้เอื้อต่อผลประโยชน์ทุน
ทั้งหมดนี้ทำให้แรงงานไทยอยู่ในสภาวะ “แรงงานราคาถูก แต่ถูกควบคุมทางการเมือง” ไม่สามารถรวมตัวหรือใช้พลังต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองได้ และยังทำหน้าที่เป็นกองทัพแรงงานสำรองของแรงงานโลกด้วย ซึ่งรัฐไทยล้วนมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพของทุน ผ่านกฎหมายแรงงาน การควบคุมสหภาพ และการจำกัดเสรีภาพทางการเมือง เพื่อป้องกันแรงงานรวมตัวสร้างพลังท้าทายทุน
1. ค่าจ้างขั้นต่ำที่ถูกแช่แข็ง: ผลผลิตของรัฐ–ทุนที่ร่วมมือกันกดค่าแรง
ค่าจ้างขั้นต่ำไทยเติบโตต่ำกว่าค่าแรงจริงมานาน โดยรัฐอ้างว่าการขึ้นค่าจ้างจะกระทบ “ความสามารถในการแข่งขัน” ซึ่งอันที่จริงคือการแข่งขันของทุนใหญ่และนักลงทุนข้ามชาติ การตรึงค่าแรงจึงเป็นนโยบายระดับโครงสร้าง ที่รัฐบาลไม่ว่าจะยุคใดล้วนรักษาเพื่อให้ต้นทุนของนายทุนต่ำที่สุด ตัวอย่างเช่น หลังโควิด ปี 2565 เงินเฟ้อพุ่ง (6.08%) อัตราค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับขึ้นเพื่อพยายามชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ, ปี 2566 ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 336 บาทต่อวัน แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับขึ้นประมาณ 6% ทำให้ค่าจ้างจริง (real wage) ลดลง 2–3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2023)
ผลลัพธ์คือแรงงานต้องทำงานนานขึ้นหรือทำงานหลายอย่างเพื่อให้เพียงพอต่อรายจ่ายพื้นฐาน การตรึงค่าจ้างต่ำกว่าค่าครองชีพสะท้อนการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินของทุน การลดกำลังซื้อของแรงงานยังทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว และเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างแรงงานกับนายทุนอย่างต่อเนื่อง
2. การจ้างงานต่ำระดับ – การจ้างงานยืดหยุ่น และการเลิกจ้างง่าย: กลไกสร้างกองทัพแรงงานสำรองให้ทุน
การขยายตัวของงานสัญญาระยะสั้น เหมาช่วง รายวัน พาร์ทไทม์ รวมถึง gig economy เกิดจากนโยบายแรงงานที่เอื้อทุนและขยาย “ความไม่มั่นคง” เป็นสภาพปกติ ความไม่มั่นคงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลโดยตรงของทุนนิยมที่ต้องการกองทัพแรงงานสำรอง เพื่อให้แรงงานแข่งขันกันเอง กดอัตราค่าแรง และทำให้แรงงานยอมรับเงื่อนไขเลวร้าย
ในอุตสาหกรรมส่งออก เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การเลิกจ้างง่ายและการจ้างงานตามโครงการหรือฤดูกาลเป็นเรื่องปกติ แรงงานสามารถถูกเลิกจ้างทันทีหากตลาดหรือออร์เดอร์ลดลง ตัวอย่างเช่น ในปี 2565 โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในภาคตะวันออกเลิกจ้างชั่วคราวแรงงานกว่า 15,000 คนเนื่องจากยอดสั่งซื้อลดลง 30%
การจ้างงานแบบนี้ลดอำนาจต่อรองของแรงงาน ทำให้แรงงานแข่งขันกันเองเพื่อโอกาสทำงาน ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และสะท้อนเรื่อง surplus labor ที่แรงงานส่วนเกินทำหน้าที่รักษาอัตรากำไรสูงสุดของทุน
3. การผลักแรงงานออกนอกกฎหมายเพื่อประหยัดต้นทุน: แรงงานอิสระแรงงานบนแพลตฟอร์ม บริการทางเพศ แรงงานข้ามชาติ
การไม่มีสวัสดิการและสิทธิแรงงานในกลุ่ม gig workers และแรงงานบริการทางเพศ ไม่ใช่เพียงเพราะกฎหมายล้าหลัง แต่เพราะชนชั้นนำมีผลประโยชน์จากการรักษากลุ่มแรงงานเหล่านี้ให้อยู่ “นอกระบบ” ซึ่งทำให้ทุนไม่ต้องรับผิดชอบค่าประกันสังคม ค่าชดเชย หรือความปลอดภัยในการทำงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นกลุ่มแรงงานที่ถูกขูดรีดหนักที่สุดในระบบแรงงานไทย แต่ความอยุติธรรมที่พวกเขาเผชิญไม่ใช่ “ความผิดปกติ” ของระบบ หากเป็น หัวใจของโครงสร้างทุนนิยมไทย ที่ต้องการแรงงานราคาถูกอย่างยั่งยืนเพื่อให้ทุนสะสมกำไรสูงสุด โดยรัฐทำหน้าที่ทั้งผู้ควบคุม ผู้ปราบปราม และผู้ผลิตกฎหมายที่ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย
ในหลายพื้นที่ แรงงานข้ามชาติถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกยึดเอกสาร ถูกขัง ถูกรีดไถ และถูกบังคับให้ทำงานเกินเวลามาตรฐานโดยไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ เช่น แรงงานประมงถูกควบคุมบนเรือเป็นสัปดาห์ ถูกทารุณและปฏิเสธค่าแรง, แรงงานก่อสร้างถูกยึดบัตร ไม่มีการคุ้มครองอาชีวอนามัย, คนงานโรงงานถูกบังคับทำงานล่วงเวลาอย่างเป็นระบบ
รัฐมักตอบด้วยคำว่า “ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย” ทั้งที่ตนเองคือผู้สร้างเงื่อนไขให้แรงงานไม่สามารถถูกกฎหมายได้ตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้ ทุนไทยในปัจจุบันจึงสะสมกำไรจากแรงงานที่ถูกแบ่งชั้น 3 ระดับ คือ แรงงานในระบบ, แรงงานนอกระบบ, และแรงงานข้ามชาติที่ถูกทำให้ไร้สิทธิอย่างเป็นระบบ และยังมีลัทธิชาตินิยมที่ถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อ การศึกษา และวาทกรรมรัฐ เพื่อปิดบังความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนกับแรงงาน
4. การเลือกปฏิบัติทางเพศ : โครงสร้างกดทับที่ซ้อนบนความเป็นชนชั้น
แรงงานหญิงกระจุกตัวอยู่ในงานที่ทุนต้องการแรงงานราคาถูก เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ ค้าปลีก–บริการ ซึ่งไม่ใช่ความถนัดของเพศหญิง แต่คือโครงสร้างทุนที่ใช้เพศเป็นข้ออ้างเพื่อกดราคาค่าแรง โดยมองว่าผู้หญิง “ทนงานละเอียด” และ “ไม่กล้าต่อรอง” อีกทั้งผู้หญิงคือคนที่แบกรับ “งานที่ไม่มีค่าจ้าง” มากที่สุด เช่น เลี้ยงลูก ดูแลผู้สูงอายุ งานบ้าน งานดูแลผู้ป่วย
นอกจากนี้ การคุกคามทางเพศในที่ทำงานเป็นเรื่อง “ถูกทำให้ปกติ” แรงงานหญิงและ LGBTQ+ จำนวนมากเจอการลวนลาม คำพูดคุกคาม การต่อรองผลประโยชน์แลกกับเรื่องเพศ ผู้บังคับบัญชากดดันเชิงเพศ ลูกค้าหรือหัวหน้าคุกคามแต่บริษัทไม่ป้องกัน
รัฐและนายจ้างมักมองเพศหลากหลายเป็น “อัตลักษณ์ส่วนตัว” ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ถูกดึงลงสู่พื้นที่จ้างงานที่ไม่มั่นคงและค่าจ้างต่ำ ระบบเพศสภาพจึงกลายเป็นเครื่องมือของทุนนิยมไทย ที่ทำให้ค่าจ้างถูกกดต่ำ แรงงานถูกแบ่งแยก อำนาจต่อรองของชนชั้นแรงงานอ่อนแอ นี่คือแก่นของปัญหา ไม่ใช่เรื่องปัจเจก แต่เป็นโครงสร้างที่สร้างผลกำไรบนความเหลื่อมล้ำทางเพศ
5. การทำลายสหภาพแรงงาน: การควบคุมชนชั้นแรงงานทางการเมืองโดยตรง
การห้ามตั้งสหภาพในหลายรูปแบบงาน การฟ้องร้องผู้นำแรงงาน การใช้ตำรวจล้อมปราบ ล้วนเป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำที่ต้องการทำให้แรงงาน “ไร้ความสามารถในการต่อรอง” โดยตั้งใจ เพราะสหภาพที่เข้มแข็งคือภัยต่อโครงสร้างกำไรของทุน, อำนาจรัฐ, และระบอบการเมืองที่เป็นตัวแทนของชนชั้นนำ
ดังนั้นการทำลายสหภาพจึงเป็นการปราบปราม “อำนาจทางชนชั้น” โดยตรง ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทแรงงานเฉพาะกรณี
6. การเมืองไทยกับการปิดกั้นเสรีภาพแรงงาน: ทำให้แรงงานไร้เสียงเพื่อให้ทุนปกครองได้ต่อไป
กฎหมายชุมนุมสาธารณะ มาตราเกี่ยวกับความมั่นคง รวมทั้งกฎหมายหมิ่นประมาทสถาบัน ถูกใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวของแรงงานโดยตรง เพื่อห้ามแรงงานเชื่อมตัวเองเข้ากับการต่อสู้ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตย การยกเลิกกฎหมายที่กดแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (เช่นกรณีอดีตคนงานยานภัณฑ์ที่ชุมนุมเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาลถูกฟ้องด้วยก.ม.ชุมนุมสาธารณะ)
การปิดกั้นเสรีภาพแรงงานจึงเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองในการตัดขาดแรงงานออกจากขบวนการประชาธิปไตย, ทำให้แรงงานต่อรองเฉพาะในกรอบแคบ ๆ ที่ไม่แตะผลประโยชน์ทุน, ทำให้การเมืองไทยยังเป็นพื้นที่ของชนชั้นนำเท่านั้น นี่คือ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ที่แรงงานถูกทำให้ไร้อำนาจทางสังคมอย่างถาวร
มาร์กซิสต์ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ เพราะการปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองเท่ากับการเอาออกไปจากแรงงานซึ่ง “พื้นที่ของการต่อรองเชิงอำนาจ” ที่สำคัญที่สุด กล่าวอีกอย่าง รัฐไทยไม่ได้เพียงปราบปรามการชุมนุมเพราะต้องการความสงบ แต่เพราะต้องการรักษาโครงสร้างการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูก และป้องกันไม่ให้แรงงานก่อรูปเป็นพลังทางการเมืองที่ท้าทายอำนาจทุนใหญ่ การทำให้การประท้วงกลายเป็นอาชญากรรม คือกลไกสำคัญของการปิดพื้นที่ทางชนชั้น
7. สรุป ปัญหาแรงงานคือผลลัพธ์ของโครงสร้างชนชั้นที่รัฐออกแบบเพื่อตอบสนองทุน
เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด ค่าจ้างต่ำ งานไม่มั่นคง การทำลายสหภาพ และการกดขี่เสรีภาพทางการเมือง จะเห็นชัดว่าแรงงานไทยไม่ได้ถูกกดขี่เพียงเพราะ “กลไกตลาด” แต่เพราะรัฐไทยทำหน้าที่เป็น “คณะกรรมการบริหารผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน” ตามที่มาร์คซ์อธิบาย
การปลดปล่อยแรงงานจึงไม่ใช่แค่การขึ้นค่าจ้าง แต่คือการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อทำให้รัฐเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของทุน นั่นหมายถึง การสร้างขบวนการสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง, การเชื่อมข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจกับข้อเรียกร้องทางการเมือง, การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม สิทธิเสรีภาพ และการท้าทายทุนผูกขาดและโครงสร้างชนชั้นที่กดขี่มานาน
ท้ายสุด แรงงานไทยจะปลดปล่อยตนเองได้ก็ต่อเมื่อร่วมมือกับแรงงานข้ามชาติ การเคลื่อนไหวแรงงานในไทยจะไม่มีวันสร้างพลังได้จริง หากแรงงานข้ามชาติยังถูกละเมิดและถูกทำให้เป็นแรงงานชั้นสอง เพราะการกดขี่แรงงานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งย่อมลากค่าแรงของทุกคนลงพร้อมกัน การต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานจึงต้องเป็นเรื่องสากลไม่ใช่ชาตินิยมแบ่งแยกแรงงาน


