โดย คมกริต
ภายหลังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องล่มลง พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายน 2568 ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียงจากทั้งหมด 500 ซึ่งมีคะแนนจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคโปรทหารเป็นส่วนมาก โดยมีอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาชนทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไปแลกกับข้อตกลงยุบสภา แต่การสถาปนารัฐบาลภูมิใจไทยในวาระที่เหลือนี้ตามมาด้วยการให้คนทำงานในสังคมต้องรับภาระหนักขึ้น
เดือนตุลาคม ความคาดหวังโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทต้องดับลง แต่ตั๋ว 20 บาทสำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง-แดงถูกต่ออายุไปอีก 2 เดือน จากเดิมสิ้นสุด 30 กันยายน เป็น 30 พ.ย. 2568 ทั้งนี้หากย้อนไปในปี 2566 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้สำรวจว่าจากผู้ใช้ทั้งหมด 2,500 คน มีประมาณร้อยละ 70 ที่เห็นว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตอบโจทย์ต่อการใช้งานและการเดินทางของทุก ๆ คนได้มากที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการการแบ่งเบาภาระค่าเดินทาง ที่ปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าแรงขั้นต่ำ ยังไม่รวมค่าครองชีพด้านอื่น ๆ
รัฐบาลอนุทินยังชงขยายอายุเกษียณจากเดิม 60 ปีเป็น 65 ปี อ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนข้าราชการ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากขณะนี้อายุขัยเฉลี่ยคนไทยสูงกว่า 60 ปีแล้ว โดยคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น และส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี พอถึง 26 พ.ย. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่าต้องเดินหน้าขยายอายุเกษียณราชการ และอ้างเพิ่มอีกว่าเพราะทั้ง Gen Z ถึง Gen Alpha เปลี่ยนนิสัย เน้นความสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต ซึ่งระบบราชการไม่สามารถใช้คนเช่นนี้ได้ เป็นการบอกอ้อม ๆ ว่า คนทำงานต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นถือเป็นเรื่อง “ผิด” และประชากรไทย “สะเออะ” มีอายุยืนขึ้น
จากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อ 6 ต.ค. ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปี 2567-2569 จะหดตัวลง ร้อยละ 2.5 เป็นร้อยละ 1.6
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์ครั้งก่อน การปลุกกระแสรักชาติ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีผลทั้งในแง่ความเกลียดชังในสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจชายแดน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย กรรมาชีพติดชายแดน ต้องหยุดทำงาน การเคลื่อนย้ายกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาจากความหวาดกลัวในไทยและมาตรการลงโทษยึดทรัพย์จากกัมพูชา ทำให้บางภาคส่วนขาดแคลนแรงงานที่ใช้เวลาสะสมทักษะมานาน มีผลให้เศรษฐกิจโดยรวมหดตัวและเฉื่อยลงไประดับหนึ่ง แรงงานกัมพูชามีส่วนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยคิดเป็น 5.2% ของ GDP หรือประมาณ 9.36 แสนล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นก่อสร้าง 1.90 แสนล้านบาท ภาคเกษตร 4.5 หมื่นล้านบาท และภาคบริการ 7 แสนล้านบาท ไทยจะสูญเสีย 2.34–3.90 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 5.3–8.8% โดยผลกระทบต่อเดือนอยู่ระหว่าง 1.95–3.25 หมื่นล้านบาท ภาคบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือก่อสร้าง และเกษตรกรรม
หนำซ้ำยังสังเวยชีวิต เลือด น้ำตาของประชาชนและทหารชั้นผู้น้อยของทั้งสองฝั่งชายแดน เพื่อแลกกับการกู้หน้าของรัฐบาลเผด็จการกัมพูชากับกองทัพไทย
รัฐบาลภูมิใจไทยยังทำมีบทบาท “เสิร์ฟ” กองทัพไทยให้จัดการชายแดนเอง แม้เหล่านายพลจะแสดงถึงความสับสนระหว่างความแข็งกร้าว กับความพยายามควบคุมความรุนแรง แต่พื้นที่ทางการเมืองไทยได้ขยับไปทางขวาอีกระดับหนึ่งในแง่กองทัพมี “ความชอบธรรม” มากขึ้นในการแทรกแซงการเมือง
โดยสรุปแล้ว การบริหารต่าง ๆ ของรัฐบาลปัจจุบันคือการผลักภาระให้สังคมต้องแบกรับหนักขึ้น ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ชนชั้นปกครองก่อ และกำแพงภาษีทรัมป์ ในขณะที่แผนงบประมาณปี 2568 และ 2569 กระทรวงกลาโหมยังได้งบประมาณมากกว่า สาธารณสุข คมนาคม การปกครองส่วนท้องถิ่นถึงหนึ่งเท่าตัว ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนในสังคมไทยไม่ได้ขยับไปไหนเลยโดยปี 2567 คือ 15,718 บาท และไตรมาส 2 ของปี 2568 คือ 15,977 บาท (สถิติแรงงานประจำปี 2567. กระทรวงแรงงาน) (ภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี 2568. สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
แล้วทางออกคืออะไร?
พรรคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนับตั้งแต่การก่อกำเนิดของขบวนการคนรุ่นใหม่เมื่อปี 2562-63 พรรคอนาคตใหม่ จนถึงก้าวไกล หมายความว่า พรรคประชาชนก็มีส่วนในเวทีการเมืองด้วย นับตั้งแต่ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนพยายามแสดงถึงการเป็นนักปกป้องเขตอำนาจอธิปไตยเบอร์หนึ่ง โดยหวังว่าจะสามารถเรียกคะแนนนิยมด้วยแนวคิดชาตินิยมและด้วยพรรคที่มีอิทธิพลและเป็นสัญลักษณ์ความหวังของคนธรรมดาจริง ได้มีส่วนช่วยให้เรื่องผลประโยชน์ชาติบดบังปัญหาอื่น ๆ ในเวทีการเมือง
พรรคประชาชนเองยังใช้แนวคิด “วินัยการคลัง” คัดค้านนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนธรรมดาจริง ยิ่งทำให้นโยบายเหล่านี้แท้งและไม่ขยับไปข้างหน้า การถูกเล่นงาน ถูกโจมตีทางการเมือง และการถูกยุบพรรค เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจ แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะเลี่ยงความจริง ขณะที่พรรคเพื่อไทยแม้จะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนธรรมดา เช่น เงินหมื่นหรือรถไฟฟ้า 20 บาท แต่พร้อมประนีประนอมกับพรรคแนว่รวมเผด็จการอื่น ๆ เพื่อได้เป็นรัฐบาล
ความหวังจะเป็นรัฐบาลและชนะเลือกตั้งของพรรคประชาชนยังส่งผลถึงการโหวตเลือกอนุทินมาเพื่อยุบสภา แต่ภูมิใจไทยกลับได้เป็นที่พักพิงของนักการเมืองปีกอนุรักษ์นิยมที่เตรียมลงรับเลือกตั้งในปี 2569 วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมสมาชิกพรรค, สนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มของ จ.ชลบุรี, ปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง สาธิต ปิตุเตชะ อดีต รมช.สาธารณสุข จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ย้ายเข้าภูมิใจไทย
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จากท้องถนนและสถานที่ทำงาน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สะท้อนบทเรียนเหล่านี้เป็นอย่างดี การล้มเผด็จการ 14 ตุลา 2516 และ พฤษภา 2535 การเดินขบวนเรียกร้องลาคลอด และการทำแท้งถูกกฎหมาย ล้วนมีขบวนการแรงงานเป็นหัวใจในการเขย่าสังคมและรัฐ แน่นอนว่าไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย ในภาวะความยากจนเรื้อรังปัจจุบันและแนวคิดกระแสหลักเข้าข้างชนชั้นนายทุนซึ่งบีบให้จำยอมตลอดเวลา กรรมาชีพ คนทำงาน จะไม่เห็นผลประโยชน์แท้โดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้เหล่านี้มีร่วมกัน คือเริ่มจากคนจำนวนหยิบมือทำงานจัดตั้งและขยายจากรากหญ้าอย่างต่อเนื่อง ความไม่พอใจในเรื่องปากท้องสามารถนำไปสู่การเมืองได้
ชัยชนะของ โซราน มัมดานี เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การเมืองฝ่ายซ้ายสังคมนิยม ก็สามารถรับคะแนนนิยมจากมวลชนจนชนะเลือกตั้งได้ แต่ประเด็นคือการเปลี่ยนแปลงต่างหาก ไม่ใช่การประนีประนอมเพื่อให้สามารถทำงานผ่านกลไกรัฐ และมัมดานีต้องพบกับข้อจำกัดเมื่อนายทุน พรรครีพับลิกัน พยายามทำลายนโยบายก้าวหน้า และพรรคเดโมแครตพยายามควบคุมมัมดานีไม่ให้ระคายกลุ่มทุน
พรรคประชาชนพิสูจน์ให้เห็นอีกว่า แนวทางรัฐสภานั้นมีแต่หล่มติด การรอเงื่อนไขเลือกตั้งจะไม่ทำให้รัฐบาลหยุดรัดเข็มขัด หรือทำให้วิกฤติงบประมาณรักษาพยาบาล 30 บาทคลี่คลายลง และเช่นเดียวกับทีมอาสารณรงค์เลือกตั้งของมัมดานีที่มีศักยภาพจัดตั้งการเมืองนอกสภา นักกิจกรรม นักสหภาพ และนักสู้ใต้ร่มพรรคประชาชน ก็มีโอกาสที่จะนำการเมืองสู่สถานที่ทำงาน สหภาพแรงงาน ท้องถนน และการนำจากฐานรากได้
แต่ที่สำคัญคือจะมีพรรคมวลชนแบบไหน พรรคที่นำศักยภาพและความไฝ่ฝันสังคมใหม่มาอยู่ใต้เงื่อนไขการเลือกตั้ง มีสมาชิกเป็นพลทหารที่คอยเติมจำนวนส.ส. หรือพรรคที่เป็นกระบอกเสียงเคียงข้างการต่อสู้นอกสภาและในที่ทำงาน จนถึงการสนับสนุนสมาชิกในฐานะผู้นำตนเองจากเบื้องล่าง


