โดย คอร์บูนิสต์
หากคุณอาศัยในเมืองใหญ่คุณคิดว่าต้องทำงานอีกกี่ปี (หรืออีกกี่ชาติ) ถึงสามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้?
คำถามนี้มักขึ้นอยู่กับรายได้และราคาบ้านที่เราต้องการจะซื้อ ตัวอย่างเช่น หากคุณวีทำงานกินเงินเดือนของบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพและมีรายได้อยู่ที่ราว 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อบ้านขนาด 105 ตารางเมตรสักหลังในราคา 1.7 ล้าน หากใช้เกณฑ์ประเมินจากการคำนวณด้วย “ราคาบ้าน หารด้วย รายได้ต่อปี” (Price-to-Income Ratio) ผลคือคุณวีจะใช้เงินเดือนราว 4.7 ปีโดยไม่ต้องกินต้องใช้สำหรับการซื้อบ้านหนึ่งหลังในราคาดังกล่าว แน่นอนว่าบ้านราคานี้คุณวีจะไม่มีทางหาซื้อได้ในกรุงเทพ หรือต่อให้หาได้จริงบ้านหลังนั้นมีโอกาสสูงที่จะอยู่ไกลออกไปจากแหล่งที่ทำงานอยู่ และที่เป็นไปได้มากคืออยู่ชานเมืองหรือปริมณฑลรอบกรุงเทพ ในขณะที่ราคาบ้านหรือที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมระดับกลางในกรุงเทพอย่างต่ำ ๆ อาจมีมูลค่าที่ราว 150,000 บาทต่อตารางเมตร
ดังนั้นสำหรับห้องขนาด 25 ตารางเมตรจะมีราคาอยู่ที่ 3.75 ล้านบาท ถ้าคุณวีเงินเดือนเท่าเดิมแต่อยากซื้อคอนโดนี้ เขาจะใช้เวลาถึง 10.4 ปีโดยไม่ต้องกินต้องใช้เพื่อแลกกับการมีบ้านใกล้ที่ทำงาน หากคุณเป็นคุณวีจะเลือกอย่างไร? เมื่อพิจารณาด้วยดัชนีชี้วัด Price-to-Income Ratio ตามสากลจะยอมรับที่ต่ำกว่า 5.1 ปี ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ แต่หากเกิน 9.0 ปีถือว่า “เป็นไปไม่ได้” ดังนั้นสำหรับคุณวีแล้วคอนโดราคา 3.75 ล้านบาทกับรายได้ 30,000 บาทต่อเดือนย่อมไม่ใช่ตัวเลือก แต่หากยังต้องการอาศัยในกรุงเทพใกล้ที่ทำงาน คุณวีจะเหลืออีกทางเลือกคือ “การเช่า”
รายงาน Housing Affordability Review 2025 โดย DWS เปิดเผยว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่ค่าเช่าโหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Least Affordable City for Renters) โดยค่าเช่าคอนโด 2 ห้องนอนมาตรฐาน อาจกินสัดส่วนถึง 79% ของรายได้เฉลี่ยครัวเรือน อันหมายความว่าต่อให้คุณวีมีเงินเดือนสูงกว่าที่เป็นอยู่และเลือกเช่าคอนโดแทนการซื้อก็จะติดอยู่ในสภาวะ “หนูถีบจักร” เหมือนเดิม ตราบใดที่เรายังยอมให้ “เมือง” เป็นเพียงแค่สินทรัพย์เพื่อการกอบโกยของนายทุน ต้องแก้ด้วยวิธีทางการเมืองไม่ใช่แก้ด้วยลำพังของปัจเจกชนที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ


