โดย เมืองไม้
ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ สามารถใช้อธิบายสังคมไทยได้หรือไม่?
ในงาน The Thai-Style Democracy in Post-1932 Thailand and Its Challenges ของรวินท์ ลีละพัฒนะ ได้ให้ภาพความคิดแบบ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” ไว้อย่างน่าสนใจ แนวคิดนี้เกิดประมาณช่วงพ.ศ. 2490-2500 และถูกใช้อย่างเข้มข้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมไปกับช่วงการเติบโตของปัญญาชนคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการสร้างคำอธิบายนี้ คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ และม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ความคิดประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ความชอบธรรมการปกครองโดยชนชั้นนำที่พยายามจะบอกว่าประเทศไทยไม่เหมาะกับความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่ความคิดนี้ก็ไม่ได้อยู่ในการถกเถียงภายใต้กระแสการเมืองตลอดเวลา แต่มันถูกหยิบฉวยขึ้นมาในโอกาสที่สำคัญซึ่งมีอยู่ 2 ช่วงคือยุคเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม และยุคเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
พวกสนับสนุนประชาธิปไตยแบบไทย ๆ บอกว่า คนไทยต้องการการปกครองที่ต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่จะสร้างความสามัคคีให้กับคนไทย หรือแบบ “พ่อปกครองลูก” ที่ประชาชนในฐานะ “ลูก” ต้องคอยพึ่งพาผู้เป็น “พ่อ” ในแง่นี้ผู้นำก็จะต้องเป็น “คนดี” ด้วยเพื่อที่จะจัดการความเสื่อมโทรมในสังคมจากสิ่งเลว ๆ ที่จะมาทำลายความเป็นไทย มากไปกว่านั้น สังคมไทยจึงไม่เหมาะกับแนวคิดแบบเสรีนิยมและทุนนิยมซึ่งเน้นความเท่าเทียมทางโอกาสที่จะแข่งขันในตลาด เพราะแนวคิดแบบนี้ไปด้วยกันไม่ได้กับความเป็นไทยดั้งเดิม
ประชาธิปไตยแบบไทยนั้นวางอยู่บนคำอธิบายสำคัญอย่างแรกคือ สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีความเฉพาะ เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมและศีลธรรมของไทยที่ดีงาม เราเป็นสังคมพุทธที่มีคุณธรรม ดังนั้นความเป็นไทย (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร) จึงเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้อย่าให้ถูกทำลายไปได้ หากเราดูในปัจจุบันภาพความเป็นไทยที่สมบูรณ์ดีงามเหล่านี้มันคือภาพแฟนตาซีของสังคมในอดีตที่คนบางกลุ่มพยายามจะกลับไปหาความสมบูรณ์นั้น เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันถูกพรากไปจากสิ่งที่ไม่เป็นไทยที่เข้ามาทำลายความเป็นไทย ในงาน พลวัตทางอุดมการณ์ของชนชั้นกลางไทยในคืนวันที่ผันแปร ของ สายชล สัตยานุรักษ์ ชี้จัดเจนถึงการใช้คำต่าง ๆ เช่น ประชาสังคมแบบชุมชนคุณธรรม วัฒนธรรมชุมชน หรือถ้าเป็นด้านการปกครองก็ได้ยินการเรียกร้องให้ปกครองตามแบบไทยคือการใช้ทศพิธราชธรรมหรือธรรมราชา เป็นต้น ดังนั้นความเป็นไทยจึงถูกจัดวางโดยชนชั้นปกครองให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ถูกให้จำหรือให้มันกลายเป็นความทรงจำ ทั้ง ๆ ที่มันจบไปนานแล้ว และความเป็นไทยกลายเป็นเรื่องเล่าที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเรา ทั้ง ๆ ที่มันไม่เกี่ยวและห่างเหินกับเราด้วยซ้ำ หรือถ้าจะให้นึกภาพก็ยังนึกไม่ออกว่ามันคืออะไรด้วยซ้ำ
ความเป็นไทยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งกับเราและมันทำให้เราต้องเรียกร้องการเมืองการปกครองที่จะมารักษามันไว้ แน่นอนหากเราดู กปปส. ชัดเจนว่ามันไม่มีทางเป็นทักษิณ หากเราดูสฤษดิ์ มันไม่มีทางเป็นคณะราษฎร เพราะสำหรับผู้รักความเป็นไทยทั้งหลาย คณะราษฎรและทักษิณคือคนที่จะมาทำลายความเป็นไทย หากพิจารณาการเมืองร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย เราก็จะเห็นประเด็นการเรียกร้องให้กลับมาฟื้นฟูความเป็นไทย เพราะความเป็นไทยกำลังจะถูกทำลายโดยสิ่งที่มาจากตะวันตกซึ่งก็คือระบบทุนนิยม (สามานย์)
สำหรับคนอย่าง คึกฤทธิ์ ปราโมทย์, พุทธทาสภิกขุ, สุเทพ เทือกสุบรรณ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ระบบทุนนิยมคือสิ่งเลวร้าย แต่ไม่ได้มองในแง่ที่ว่าทุนนิยมกดขี่ขูดรีด หากกลับมองในแง่มุมศีลธรรมว่าระบบทุนนิยมทำให้สังคมไทยเสื่อมทราม ระบบทุนนิยมกำลังทำลายความเป็นไทย พุทธทาสภิกขุพูดชัดเจนว่า ระบบทุนนิยมทำให้มนุษย์เป็นคนชั่ว เพราะมันยั่วกิเลสและตัณหา ระบบทุนนิยมทำให้คนเห็นแก่ตัว ทะเยอทะยานจนเกินเหตุ ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่พุทธเถรวาทสำนักสันติอโศกก็ยังบอกว่าเราต้องถือสิ่งที่เรียกว่า “บุญนิยม” ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบไทยเพื่อต่อต้านกับระบอบทักษิณซึ่งมาสร้างปัญหาให้กับชาติไทย หรือแม้แต่ความคิดแบบประชาสังคมแบบไทย ๆ ก็มองทุนนิยมว่ามาเพิ่มกิเลสตัณหาจนนำไปสู่การซื้อสิทธิขายเสียงไปจนถึงการใช้เสรีภาพแบบสุดโต่ง และสร้างลัทธิบริโภคนิยมขึ้นมา ดังนั้นเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างชุมชนคุณธรรมที่มีความพอเพียง
ในภาพรวมเราจะเห็นถึงเรื่องเล่าว่าทุนนิยมเข้ามาทำลายความเป็นไทย หรือแม้แต่เศรษฐกิจแบบทุนที่มาทำลายวัฒนธรรมไทย หรือทุนนิยมเข้ามาทำลายระบบคุณค่าและคุณธรรมความดีงามของไทย ดังนั้นเราจึงต้องกลับไปโหยหาอดีตเพื่อเอาความดีงามกลับมาอีกครั้ง ในแง่นี้ความเป็นไทยจึงมีจิตสำนึกที่จะต่อต้านทุนนิยม และการกลายเป็นไทยจึงไปด้วยดีกับการต่อต้านทุนนิยม เพราะทุนนิยมไม่มีคุณธรรมและไม่มีความเป็นไทย เมื่อพิจารณาจากจุดนี้จึงทำให้เราเข้าใจการต่อต้านทักษิณจาก กปปส.ว่าคือการต่อต้านทุนสามานย์เพื่อกลับไปหาสังคมในอดีตที่ดีงาม ซึ่งมีพันธกิจที่ต้องการคนดีมีคุณธรรมที่จะมายุติปัญหาทางการเมืองและหาคนที่จะรักษาความเป็นไทยได้ดีที่สุด เพราะสำหรับพวกเขาแล้วทักษิณดำเนินนโยบายแบบประชานิยมซึ่งส่งเสริมลัทธิบริโภคนิยมให้กับคนรากหญ้าและทำให้พวกเขาไม่รู้จัก ‘พอเพียง’ นี่จึงกลับไปสู่ข้อเสนอว่าด้วยประชาธิปไตยแบบไทยเพื่อที่จะกลับไปหาผู้นำที่ดี และแน่นอนว่าไม่มีใครจะสมบูรณ์แบบไปกว่าตัวแบบของความเป็นไทยเอง ซึ่งก็คือสถาบันกษัตริย์ที่เป็นหัวใจของความเป็นไทยและคุณธรรมแบบพระพุทธศาสนา ผู้ที่จะมากู้คืนความดีงามจากความสามานย์ของทุนนิยม เสรีนิยม และระบอบทักษิณ
ข้อเสนอของผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยแบบไทยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะเสนอให้คืนพระราชอำนาจให้กับกษัตริย์ เราจะเห็นตั้งแต่คนอย่างเสนีย์ ปราโมทย์ที่มองว่า ถ้าอำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์ก็ไม่ต้องกลัวพวกมักใหญ่ใฝ่สูงหรือนักการเมืองเลว คึกฤทธิ์ก็มองคล้าย ๆ กันว่า สถาบันกษัตริย์เป็นที่พึ่งของคนไทยมาตลอดทำให้ความไม่เป็นธรรมและความผิดพลาดไม่เกิดขึ้น หากเข้ามาในบริบทที่ใกล้เคียงหน่อย อย่างธีรยุทธ บุญมี ก็จะมองว่าต้องใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อคืนพระราชอำนาจให้กับในหลวงในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งก็คล้ายกับข้อเสนอของ อมร จันทรสมบูรณ์ ที่มองว่าต้องคืนพระราชอำนาจให้กับในหลวงเพราะในหลวงคือพลังบริสุทธิ์ เป็นกลาง และเป็นคนดีที่หวังดีต่อพสกนิกรชาวไทย เป็นต้น เราจะเห็นว่า ในภาพรวมแล้วทั้งหมดอยู่ภายใต้ความคิดว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยมาตั้งแต่นานมาแล้วและมีคุณธรรมผ่านคติการปกครองแบบธรรมราชาหรือแม้แต่ทศพิธราชธรรม สถาบันกษัตริย์เป็นกลาง เป็นสถาบันคุณธรรมอย่างสูงส่งที่จะให้มีอำนาจเพื่อที่จะพาชาติไทยออกจากทุนสามานย์ จัดการกับศัตรูของชาติ และทำให้ชาติไทยกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง
แม้ความคิดของฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยในแบบนี้จะไม่ได้เห็นตรงเหมือนกันหมดในทุกประเด็น แต่สิ่งที่พวกเขาเข้าใจและเห็นพ้องต้องกันคือบทบาทของความเป็นกลางอันบริสุทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ซึ่งอยู่ฝ่ายผู้ปกปักรักษาความเป็นไทยอันดีงาม ปัญหาหลักของเรื่องนี้ก็คือ แม้แต่สถาบันกษัตริย์เองก็ต้านทุนนิยมไม่ไหว มีการสะสมทุนอย่างมหาศาล และไปด้วยกันได้ดีกับระบบทุนนิยม ในงาน ทุนนิยมเจ้า ของปวงชน อุนจะนำ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าสถาบันไม่ได้อยู่ตรงกันข้ามกับพลังทางเศรษฐกิจ แต่กลับปรับตัวไปด้วยกันได้ ในแง่นี้ความเป็นไทยจึงไม่ได้ต่อต้านทุนนิยม แต่กลับทำงานไปพร้อมกับทุนนิยมได้ ดังนั้น แม้แต่ความเฉพาะของความเป็นไทยก็ทำงานเข้ากันได้ดีกับระบบทุนนิยม เห็นได้จากประกาศของนิตยสาร Forbes ในปี 2551 เองที่ประกาศว่า รัชกาลที่ 9 เป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มันเป็น “ความมั่งคั่งอย่างไร้ข้อกังขาของผู้ที่มิอาจตั้งข้อกังขาได้”
ปัญหาของประชาธิปไตยคงไม่ใช่เรื่องความเฉพาะของความเป็นไทย แต่เป็นเรื่องของการถูกดูดกลืนเข้าไปในระบบทุนนิยมและความเข้มแข็งของชนชั้นนำเองที่พยายามอย่างยิ่งที่จะกีดกันประชาธิปไตยออกจากคนชนชั้นล่างและแช่แข็งความเหลื่อมล้ำไว้ อีกทั้งปัญหาของประชาธิปไตยมันไม่ใช่เรื่องที่ว่าคนชนชั้นล่างไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย แต่เป็นชนชั้นนำเองที่ไม่ต้องการประชาธิปไตยและหลอกตัวเองว่ามีความชอบธรรมเพราะมีความเป็นไทยสุด ทั้งที่ตัวเองเป็นคนที่โลภที่สุดและไม่ยอมให้คนชนชั้นล่างลืมตาอ้าปากได้ที่สุด ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ จึงเป็นเพียงคำหลอกลวงที่สร้างขึ้นมาโดยชนชั้นนำที่ไม่อยากให้อำนาจแก่ชนชั้นล่าง ในแง่นี้ปัญหามันไม่ใช่เรื่องความเฉพาะ แต่เป็นความเป็นสากลของทุนและปัญหาชนชั้นที่ทั่วโลกเผชิญร่วมกัน
เราในฐานะชนชั้นกรรมาชีพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องล้มระบบทุนนิยม ไม่ใช่เพราะปัญหาเชิงศีลธรรมในแบบที่พวกชนชั้นนำวิจารณ์ แต่เป็นการที่ทุนนิยมนั้นเป็นระบบที่กดขี่ขูดรีดที่ถูกกฎหมายของชนชั้นนายทุนซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค และข้อเสนอของเราไม่ใช่การกลับไปสู่อดีตที่ดีงาม เพราะอดีตนั้นก็เป็นภาพลวงของการกลับไปอยู่ใต้อำนาจของชนชั้นนำ แต่เราต้องไปสู่อนาคตที่เราทุกคนจะมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมาได้จริง


