เขียนโดย Choo Chon Kai, พรรคสังคมนิยมมาเลเซีย นำเสนอในการประชุมสังคมนิยม 2025 (15 พ.ย.)
แปลและเรียบเรียงโดย พัชณีย์ คำหนัก
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านที่เกิดจากระบบทุนนิยมโลก ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศ การล่มสลายของระบบนิเวศ สงคราม และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ วิกฤตเหล่านี้สะท้อนความเสื่อมลึกของระบบทุนนิยมโลกหรือระเบียบจักรวรรดินิยม ที่ก่อตัวจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการล่าอาณานิคม การสะสมทุน และอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ระเบียบจักรวรรดินิยมทำให้ประเทศอาณานิคมถูกปล้นสะดมและยากจนลงผ่านการค้าที่เอารัดเอาเปรียบ และการลงโทษประเทศที่ต่อต้าน เช่น กรณีสหรัฐที่ปิดล้อมคิวบาและโจมตีเวเนซุเอลา หรือการหนุนสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์ อิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย และซีเรีย
ทุนนิยมและจักรวรรดินิยม
ทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งอยู่บนการขูดรีดแรงงานและทรัพยากรเพื่อผลกำไรสูงสุด รัฐทุนพัฒนาแล้วจึงขยายอำนาจผ่านจักรวรรดินิยม การล่าอาณานิคม และลัทธิล่าเมืองขึ้นใหม่ เพื่อดึงประเทศที่ยังไม่เป็นทุนนิยมเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลก มาเลเซียและบอร์เนียวก็ถูกรวมเข้าระบบนี้ผ่านการล่าอาณานิคมของอังกฤษ เลนินอธิบายว่า “จักรวรรดินิยมคือขั้นสูงสุดของทุนนิยม” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจักรวรรดินิยมเกิดช้า แต่เป็นส่วนขยายภายในของทุนนิยมเอง ในปัจจุบันจักรวรรดินิยมปรากฏผ่านการเงินโลก การค้าเสรีแบบไม่เท่าเทียม ระบอบหนี้สิน และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมใช้กำลังเมื่อผลประโยชน์ถูกคุกคาม
ดังนั้น การต่อสู้ต่อต้านจักรวรรดินิยมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านทุนนิยมโดยชนชั้นแรงงานและผู้ถูกกดขี่จากหลากหลายสังคม
การต่อต้านและการปลดแอก: การปลดแแอกชาติคือวิธีการ ไม่ใช่ปลายทางในการปลดแอกทางสังคม
ทุกที่ที่มีการล่าอาณานิคมย่อมมีการต่อต้าน แต่การต่อต้านไม่ได้เท่ากับการปลดแอกโดยอัตโนมัติ เพราะประกอบด้วยชนชั้นต่าง ๆ ที่มีจุดมุ่งหมายต่างกัน กลุ่มศักดินาอาจต้องการฟื้นระบบเก่า ขณะที่แรงงานและผู้ถูกกดขี่ต้องการการปลดแอกอย่างแท้จริง รวมถึงสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง นอกจากนี้ การสร้างรัฐชาติสมัยใหม่มักสร้างปัญหาชาติพันธุ์ เช่น กรณีชาวเคิร์ด อินเดีย–ปากีสถาน และปาปัวตะวันตก การปลดแอกชาติจึงต้องยึดหลักการกำหนดชะตาชีวิตโดยประชาชน ความเสมอภาคทางชาติพันธุ์ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชนชั้นแรงงาน
กลุ่มสังคมหรือชนชั้นบางส่วนที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมของมหาอำนาจ อาจพยายามเลียนแบบความพยายามในการสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมขั้นสูงเช่นเดียวกับเจ้าอาณานิคมเดิมของตน ซึ่งย่อมนำไปสู่ความโน้มเอียงแบบจักรวรรดินิยมหรือความทะยานอยากแบบชาตินิยม-คลั่งชาติในลักษณะของการ “ทำให้ประเทศยิ่งใหญ่อีกครั้ง” ความพยายามเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการปลดปล่อยตัวเองของมวลชนแรงงาน และบ่อนทำลายสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของชุมชนชายขอบภายในพรมแดนของประเทศนั้นเอง
การปลดแอกชาติแม้เป็นก้าวสำคัญ แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการปลดแอกสังคม เพราะยังต้องต่อสู้กับการกดขี่ในระบบทุนนิยมของรัฐชาติใหม่
เส้นทางยาวไกลของการปลดแอกจากประเทศจักรวรรดินิยม
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนการต่อสู้ยาวนาน เช่น การปฏิวัติฟิลิปปินส์ การปฏิวัติอินโดนีเซีย และการต่อสู้ของเวียดนามที่เอาชนะมหาอำนาจสามประเทศ นอกภูมิภาคก็มีการปฏิวัติและการปลดแอกมากมาย ทั้งจีน อินเดีย คิวบา อียิปต์ และแอลจีเรีย พร้อมกับความพ่ายแพ้และโศกนาฏกรรม เช่น การรัฐประหารในอิหร่าน อินโดนีเซีย ชิลี และการปราบปรามขบวนการนักศึกษาในไทย
แม้กระแสปลดปล่อยจากการเป็นอาณานิคมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะทำให้หลายประเทศเป็นเอกราช แต่ยังคงติดอยู่ในโครงสร้างจักรวรรดินิยมแบบใหม่ผ่านสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และ NATO รวมถึงประเทศคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกที่ตกอยู่ใต้การครอบงำของสหภาพโซเวียต มาเลเซียเองก็ยังอยู่ในเงาของลัทธิอาณานิคมใหม่ (neo-colonialism) ในยุคหลังเอกราช ก่อนที่รัฐบาลมหาเธร์จะพยายามดึงอำนาจทางเศรษฐกิจกลับมา แม้จะยังคงเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอย่างแนบแน่น ลักษณะ “การต่อต้านจักรวรรดินิยมแบบครึ่งๆ กลาง ๆ” ของมหาเธร์แสดงให้เห็นข้อจำกัดในแนวคิดนี้
การปลดแอกอาณานิคมหมายถึงการตัดขาดจากอดีตเพื่อสร้างสิ่งใหม่
การปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมไม่ใช่การหวนคืน “อดีตอันรุ่งโรจน์” ซึ่งมักนำไปสู่การสร้างชาติแบบคลั่งเชื้อชาติและตอกย้ำโครงสร้างศักดินา การปลดแอกอาณานิคมที่แท้จริงต้องทำลายทั้งมรดกอาณานิคมและระบบชนชั้นในยุคก่อนอาณานิคม เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ตั้งอยู่บนการปลดปล่อยตนเองของประชาชน
การต่อต้านจักรวรรดินิยมและความท้าทาย
การต้านจักรวรรดินิยมต้องยืนบนหลักการสำคัญ ได้แก่ การเป็นอิสระจากอำนาจจักรวรรดินิยม การสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและยั่งยืน การขยายประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การเปลี่ยนโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมเพื่อการปลดปล่อย การสร้างความเป็นสากล และสันติภาพที่ยืนบนความยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนั้นมหาศาล ทั้งการสร้างเศรษฐกิจใหม่หลังสงคราม การแก้ปัญหาชาติพันธุ์ ภยันตรายจากการแทรกแซงของจักรวรรดินิยม การปฏิวัติที่อาจกลายเป็นระบบราชการ หรือการเสี่ยงเป็นรัฐอำนาจนิยม ความท้าทายเหล่านี้กำหนดชะตาของขบวนการปลดแอกทั่วโลก
วิกฤติของระเบียบโลกปัจจุบัน
ระเบียบโลกแบบมหาอำนาจเดียวที่นำโดยสหรัฐกำลังเสื่อมถอย โดยเฉพาะหลังวิกฤติการเงินปี 2008 ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งและทำให้เกิดการแข่งขันพหุขั้ว แม้ความพหุขั้วเปิดพื้นที่ให้มีทางเลือกใหม่ แต่ไม่ได้หมายถึงการปลดปล่อยจากตรรกะจักรวรรดินิยม หากขบวนการมวลชนไม่ลุกขึ้นมาตรวจสอบและท้าทายชนชั้นปกครองในแต่ละประเทศ
ขณะเดียวกัน ชาตินิยมอำนาจนิยมและประชานิยมฝ่ายขวากำลังเติบโตทั่วโลก การทหารขยายตัว สงครามในยูเครนและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์กลายเป็นสนามประลองของมหาอำนาจ การจับมือกับ “ฝ่ายที่เลวน้อยกว่า” อาจเป็นยุทธวิธี แต่ขบวนการปลดแอกต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์
การต่อต้านจักรวรรดินิยมในวันนี้
การต่อสู้ต้านจักรวรรดินิยมคือการต่อสู้เพื่อหยุดสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปกป้องสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิต ต่อต้านการปล้นทรัพยากร และแก้ปัญหาความยากจนของประเทศโลกใต้ พร้อมกับการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการปลดปล่อยสตรี การสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การยุติฐานทัพต่างชาติ การปฏิเสธข้อตกลงการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการยืนข้างผู้ถูกกดขี่ เช่น ปาเลสไตน์ ซาฮาราตะวันตก ปาปัวตะวันตก ปาตานี และชนกลุ่มน้อยในเมียนมา
เพื่อสร้างทางเลือกต้านจักรวรรดินิยม จำเป็นต้องมีความคิดใหม่ จินตนาการใหม่ และสากลนิยมแบบประชาชน การต่อต้านจักรวรรดินิยมที่ไม่ท้าทายทุนนิยมย่อมเป็นเพียงการเปลี่ยนเจ้าทาสเท่านั้น การสร้างระเบียบโลกใหม่ต้องตั้งอยู่บนสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิต ความเป็นธรรม ความยั่งยืน และอำนาจอธิปไตยของประชาชน
มาร์กซ์เคยกล่าวว่า “การปลดแอกชนชั้นแรงงานต้องเป็นภารกิจของชนชั้นแรงงานเอง” วันนี้อาจกล่าวต่อได้ว่า “การปลดแอกมนุษยชาติจากจักรวรรดินิยม ต้องเป็นภารกิจของประชาชนทั่วโลกร่วมกัน” เพราะ “กล้าสู้จึงจะชนะ”


