สังคมนิยมก่อนสมัยมาร์กซ์ โดย อาเล็กซ์ คาลินิคอส  ตอนที่ 2/2 

สังคมนิยมก่อนสมัยมาร์กซ์ โดย อาเล็กซ์ คาลินิคอส  ตอนที่ 2/2 

เเปลโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ ตีพิมพ์ครั้งแรก มี.ค.2542

​แนวความคิดแสงสว่างมีจุดอ่อน ๓ ประการ จุดอ่อนพื้นฐานคือระบบนี้เสนอว่า นิสัยมนุษย์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งกว่านั้นนักคิดเหล่านี้ยังเชื่อว่านิสัยมนุษย์เป็นนิสัยที่เห็นแก่ตัวตามที่ปรากฎในสังคมนทุนนิยม อย่างเช่น อดัม เฟอกัสซอน ที่เขียนไว้ในหนังสือ “เรียงความว่าด้วยประวัติศาสตร์ประชาสังคม“ ว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็นความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของปัจเจกชน 

               จุดอ่อนอันที่สองคือ ทฤษฎีเกี่ยวกับนิสัยมนุษย์ของกลุ่มนี้จะเป็นทฤษฎีของการวิเคราะห์จิตวิทยามนุษย์โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคน ฉะนั้นความคิดของพวกนี้ยังยึดติดกับความคิดจิตนิยมอยู่และไม่นำความคิดวัตถุนิยมวิทยาศาสตร์มาใช้ พูดง่ายๆ คือเขาเชื่อว่า การเปลี่ยนเปลี่ยนต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสังคมเพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของความคิดมนุษย์ เช่น นักคิดชื่อคอนดอร์เซทที่เสนอว่าประวัติศาสตร์คือการพัฒนาของความคิดของมนุษย์

​ฉะนั้นพวกแนวทาง ”ความสว่าง” เชื่อว่า การปฎิรูปสังคมจะมาจากการต่อสู้ระหว่างความคิดใหม่ที่ส่องความสว่างแก่มนุษย์และความคิดเก่าที่ยึดติดกับความเชื่อที่ไร้เหตุผล เขามองว่าศาสนาเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาสังคมมนุษย์ เช่น ฮอลแบคที่เขียนไว้ว่า ”เผด็จการต่างๆ มาจากความที่ไร้เหตุผลเมื่อมนุษย์กล้าที่จะคิด อาณาจักรของพวกพระก็จะพังลงมา”

​ปัญหาสุดท้ายของกลุ่มความสว่าง มาจากการที่พวกนี้เป็นปัญญาชนที่เป็นคนส่วนน้อยของสังคมท่ามกลางมวลชนที่เขามองว่ายังมีความเชื่อแบบไร้เหตุผลอยู่ ฉะนั้นเขามักจะถือตัวว่าเป็นชนชั้นนำและดูถูกมวลชนที่มีการศึกษาน้อยกว่าเขา นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่า พวกนักปรัชญาเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดที่จะนำความเจริญมาสู่สังคม วอลแตร์ตั้งข้อสังเกตุว่า กษัติย์และรัฐน่าจะให้นักปรัชญาครองเมือง หลายคนพอใจที่เป็นที่ปรึกษากับผู้ปกครอง “เผด็จการก้าวหน้า” เช่น พระเจ้าเฟอเดอริคมหาราชย์ของปรัสเซีย

​พวกนี้ไม่ใช่นักปฎิวัติ อย่างมาก เขาก็ต้องการแค่ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ถ้าเขามีชีวิตถึงยุคปฎิวัติฝรั่งเศสเขาคงจะหวาดกลัวกระแสปฎิวัติอย่างยิ่ง คอนคอร์เซทเองก็ถูกประหารชีวิตในการปฎิวัติครั้งนั้น อย่างไรก็ตามแนวทาง ”ความสว่าง” มีบทบาทสำคัญในการปูทางให้นักคิดสังคมนิยมรุ่นแรก

               สังคมนิยมสมัยใหม่เติบโตขึ้นมาในฝรั่งเศสหลังการปฎิวัติ 1789 โดยมีการแบ่งพวกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มสังคมนิยมเพ้อฝันของ คอมพ์ -เดอ-แซงค์ซิมอง ชาร์สส์ ฟูริเย และโรเบิร์ต โอเว่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฎิวัติฝรั่งเศส กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มปฎิวัติคอมมิวนิสต์ของแกรซัส บาเบิฟ และออกัสต์ บลังคี ซึ่งต้องการนำการปฎิวัติไปสู่จุดหมายปลายทางสูงสุด

               แซงค์ ซิมอง กับฟูริเย ผ่านประสบการณ์การปฎิวัติฝรั่งเศสมาและได้รับความเดือดร้อนไม่น้อย แซงต์-ซิมอง ถูกจำกคุก ฟูริเยเสียทรัพย์สินในการสู้รบที่ลีอองในปี 1783  ทั้งสองจึงปฎิเสธแนวทางปฎิวัติในฐานที่แนวทางนี้ก่อให้เกิดความรุนแรงและความเสียหาย นอกจากนี้ เนื่องจากการปฏิวัตินี้ได้นำระบบทุนนิยมเข้ามาเป็นระบบเศรษฐกิจซึ่งก่อให้เกิดความไม่เท่ากันทางสังคมมากขึ้น เขาจึงสรุปว่าแนวทางปฎิวัติไม่มีทางแก้ปัญหาของมนุษย์ได้ และแนวทางสันติวิธีที่อาศัยการเผยแพร่ความคิดเท่านั้นที่จะนำมนุษย์ไปสู่สังคมที่ดีกว่าเดิมได้

               พวกสังคมนิยมเพ้อฝันเริ่มต้นจากการวิจารณ์ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ที่การปฎิวัติประกาศออกมาเกี่ยวกับ ”เสรีภาพ ความเท่าเทียม และความสมานฉันท์“ กับความเป็นจริงของระบบทุนนิยมที่สถาปนาขึ้นมาหลังการปฎิวัติ คำวิจารณ์ของพวกสังคมนิยมเพ้อฝันที่ใช้วิจารณ์ระบบทุนนิยมเป็นคำวิจารณ์ที่มีน้ำหนักสูงและยังได้ทุกวันนี้ เขามองว่าระบบทุนนิยมไม่มีการวางแผนและไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้ สังคมใหม่ที่เขาต้องการคือสังคมที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่

               นักคิดสังคมนิยมเพ้อฝันอย่างฟูริเยได้รับอิทธิพลจากสำนักความคิด ”ความสว่าง” เขาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์นิสัยมนุษย์ แต่แทนที่จะมองว่านิสัยมนุษย์เป็นสิ่งแคบๆ ที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว ฟูริเยเสนอว่ามนุษย์ตามธรรมชาติมีความรู้สึก ๑๒ ประการ ซึ่งรวมถึงความต้องการในความรักและมิตรภาพและความต้องการในความหลากหลาย ฉะนั้นนักคิดกลุ่มนี้จะมองว่า ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ตรงข้ามกับธรรมชาติมนุษย์เพราะเป็นอุปสรรคในการแสวงหาความต้องการพื้นฐานตามนิสัยมนุษย์ ฟูริเยไม่เพียงแต่โจมตีความคิดที่ไร้เหตุผล เขาโจมตีสังคมทั้งหมดซึ่งเป็นการโจมตีสังคมชนชั้นด้วย 

               ถึงแม้ว่าเราอาจเยาะเย้ยแผนการบางอย่างของพวกสังคมนิยมแบบเพ้อฝัน เช่น ฟูริเยที่เสนอใน ”ปรองดอง” แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของสังคมนิยมเพ้อฝันคือการเน้นการปลดแอกของมนุษย์ภายใต้ระบบสังคมนิยมในสังคมใหม่ กรอบข้อจำกัดต่างๆ ที่สังคมชนชั้น กดขี่ ความต้องการหรือความสามารถของมนุษย์แต่ละคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม เพศ เศรษฐกิจ หรือการเมืองจะถูกยกเลิกไป ฟูริเยเป็นผู้ที่วิจารณ์ครอบครัวภายใต้ระบบทุนนิยมและสนับสนนการปลดแอกของเพศหญิง เขาเป็นคนที่ใช้คำว่าสตรีนิยมเป็นครั้งแรก

               ปัญหาหลักของพวกสังคมนิยมเพ้อฝันก็คือ จะทำอย่างไรเพื่อบรรลุสังคมปรองดอง ในส่วนนี้เขาก็อาศัยความคิด “ความสว่าง” เช่นกัน แซงต์-ซิมอง และพรรคพวกที่สนใจประวัติศาสตร์มักจะตามแนวคิดของคอนดอร์เซทที่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาจากการพัฒนาความคิดของมนุษย์ แซงต์-ซิมองให้ความสำคัญกับบทบาทของความขัดแย้งทางชนชั้น ในกระบวนการประวัติศาสตร์ เขาแบ่งสังคมฝรั่งเศสออกเป็นสองส่วนคือ คนที่ทำงานกับกาฝากร่ำรวยที่อาศัยงานของผู้อื่น แต่เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากการค้นพบสิ่งใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ลูกศิษย์ทั้งหลายของฟูริเยจะแบ่งประวัติศาสตร์ออกเป็น “ยุคอินทรีย์” ซึ่งเป็นยุคที่ทุกคนมีความเชื่อเหมือนกันและ ”ยุควิกฤต” ซึ่งเป็นยุคที่มีความขัดแย้งทางความคิดจนสังคมพินาศ ฉะนั้นความคิดเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

               พวกสังคมนิยมเพ้อฝันเชื่อว่าความคิดที่มีเหตุผลจะได้รับชัยชนะในกระบวนการที่นำไปสู่ความสว่าง การศึกษาและการแพร่หลายของความคิดสังคมนิยมจะเปลี่ยนโลกและเขาจะฝากความหวังไว้กับนายทุน ฟูริเยกับแซงค์-ซิมองไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสังคมชนชั้น ฟูริเยหวังว่านายทุนจะช่วยลงทุนสร้างหมู่บ้านใหม่แบบแฟแลนเสตอรี่ ซึ่งจะมีผลทำให้เขาได้กำไรพร้อมๆ กับการทำให้สังคมดีขึ้น เขาถึงกับโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เพื่อหานายทุนที่สนใจและประกาศว่า ถ้ามีนายทุนคนไหนสนใจก็สามารถมาพบเขาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีใครมา

               ทศวรรษ 1830 และ 1840 ชนชั้นกรรมาชีพฝรั่งเศสเริ่มเคลื่อนไหวและพัฒนาขึ้น และความคิดที่เสนอว่าสังคมใหม่ในอนาคตจะยังมีนายทุนเริ่มถูกท้าทาย สังคมใหม่ในความฝันของ เอเทียน คาเบ ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ Voyage en Icarie เมื่อปี 1840 จะไม่มีนายทุน นี่คือต้นกำเนิดของความคิดคอมมิวนิสต์ซึ่งเผยแพร่ไปในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพภายใต้การนำของคาเบ แต่คาเบไม่ใช่นักปฎิวัติ คู่ปฎิปักษ์ของคาเบที่ชื่อ ปิแอร์ โจเซฟ พรูดอง ก็เช่นกัน เขาปฎิเสธสังคมรวมศูนย์และส่วนรวมแบบคอมมิวนิสต์และฝันถึงสังคมของชาวนารายย่อยและคนงานหัตถกรรมซึ่งไม่มีธนาคารหรือนายทุนใหญ่แต่ยังรักษาทรัพย์สินส่วนตัวแต่เขาเห็นด้วยกับคาเบว่าสังคมนิยมจะมาจากการสร้างกระแสความคิดโดยสันติ

               สายปฎิวัติคอมมิวนิสต์ซึ่งมี บลังคี (Blanqui) เป็นตัวแทนก่อนสมัยมาร์กซ์ มีต้นกำเนิดจากฝ่ายซ้ายสุดของพวกสาธารณรัฐนิยมในการปฎิวัติฝรั่งเศสช่วง 1793-4 ในยุคนั้นพวกจาโคแบงได้ขึ้นมามีอำนาจเด็ดขาดและใช้อำนาจเผด็จการทำลายศัตรูของการปฎิวัติทั้งในและนอกประเทศ แต่ในที่สุดกลุ่มนี้ถูกล้มอำนาจ ต่อมาในปี 1797 บาเบิฟและพรรคพวก ”กลุ่มรวมหัวเพื่อความเท่าเทียม” ถูกจับประหารชีวิตในข้อหาวางแผนยึดอำนาจตั้งเผด็จการใหม่ แผนของบาเบิฟในครั้งนี้รวมถึงการทำลายทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดเพื่อบรรลุคำขวัญ “เสรีภาพ ความเท่าเทียมกันและความสมานฉันท์” อย่างจริงจัง

               บลังคีวิจารณ์สังคมทุนนิยมอย่างหนักเหมือนพวกสังคมนิยมเพ้อฝันและตั้งเป้าหมายสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ แต่เขาเห็นด้วยกับบาเบิฟว่าสังคมนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการใช้อาวุธปฎิวัติรัฐเดิมและตั้งเผด็จการปฎิวัติขึ้นมาแทน บลังคีเป็นคนแรกที่พูดถึง “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” แต่ในความหมายของบลังคีเขาหมายถึงเผด็จการเหนือชนชั้นกรรมาชีพ เพราะเขาคิดว่าอิทธิพลความคิดจากสังคมเก่า โดยเฉพาะความคิดทางศาสนาจะมีผลทำให้กรรมกรและประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วมในการปฎิวัติ ฉะนั้น การยึดอำนาจต้องทำแทนหรือในนามของชนชั้นกรรมาชีพ หน้าที่แรกของการปฎิวัติในความคิดของบลังคีคือการทำลายศาสนาทุกรูปแบบเนื่องจากศาสนาเป็น ”ฆาตกรของมนุษย์ชาติ” หลังจากนั้นก็จะถึงเวลาสร้างสังคมคอมมิวนิสต์

               บลังคี เชื่อว่าการปฎิวัติต้องทำโดยกลุ่มมืออาชีพลับหรือคนส่วนน้อยที่มีความคิดก้าวหน้า เขาต่อสู้ด้วยอุดมการณ์และความกล้าหาญเพื่อบรรลุความคิดของเขาในทศวรรษ 1830 เขารวมหัวทำการกบฏในเดือนพฤษภาคม 1839 แต่การกบฎถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามอย่างง่ายดาย

               ถึงแม้ว่าพวกสังคมนิยมเพ้อฝันกับพวกบลังคีจะมีข้อแตกต่างแต่เขามีจุดร่วมที่ถ่ายทอดจากแนว ”ความสว่าง” คือเขาเชื่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์มาจากความขัดแย้งทางความคิด สังคมนิยมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความสว่างทางความคิด แต่เนื่องจากกรรมกรและชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงตัวว่ามีความคิดก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมย่อมจะต้องพึ่งกลุ่มคนส่วนน้อยที่มีความรู้ความเข้าใจ คือต้องพึ่งชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างหมู่บ้านในฝันหรือการยึดอำนาจรัฐ ชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ที่ไม่มีบทบาทในการปลดปล่อยตัวเองแต่อย่างใด

               บลังคีไม่เคยเชื่อในการร่วมมือระหว่างชนชั้น แต่ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของเขาเป็นความสะท้อนที่มาจากความด้อยพัฒนาของการต่อสู้ทางชนชั้นเหมือนพวกเพ้อฝัน การที่รัฐบาลต่างๆ ใช้อำนาจเผด็จการในการปราบกบฎและการที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสยังไม่เจริญพอที่จะมีโรงงานขนาดใหญ่ มีผลบังคับให้การจัดตั้งองค์กรของกรรมกรต้องทำไปด้วยวิธีลับใต้ติน แต่การทำงานแบบนี้ทำให้เขามองชนชั้นกรรมาชีพในรูปแบบเดียวกับพวกเพ้อฝันคือ ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ถูกกระทำไม่ใช่ผู้ที่สามารถกำหนดอนาคตหรือเปลี่ยนแปลงสังคมได้

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ