รัฐทุนนิยมทั่วโลกล้มเหลวในการแก้วิกฤตโลกร้อน

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

​วิกฤตน้ำท่วมในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม กับศรีลังกา ทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์เกิน 1,800 คน และทำลายบ้านที่อยู่อาศัยกับทรัพย์สินมหาศาล มันไม่ใช่วิกฤตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพราะเกิดจากการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอนทั่วโลก แต่รัฐบาลต่างๆ ในพื้นที่น้ำท่วม ไม่มีปัญญาหรือเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาความเดือดร้อนอย่างจริงจัง สาเหตุคงหาได้ไม่ยากเพราะเห็นชัดว่าพรรคการเมืองกระแสหลักไม่ได้ยึดถือผลประโยชน์กรรมาชีพและคนจน

​คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดว่าเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเผชิญหน้ากับฝนที่หนักขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งกระทบถึงอุณหภูมิทะเลและบรรยากาศที่อุ่นขึ้นซึ่งจะกักเก็บความชื้นได้มากกว่าเดิม มันหมายถึงปริมาณน้ำฝนที่จะหนักขึ้น

​ก่อนหน้านี้พายุ “เฮอริเคนเมลิสซา” พัดถล่มเกาะจาเมกาเมื่อเดือนตุลาคม พายุนี้จัดเป็นพายุร้ายแรงที่สุดที่เกาะจาเมกาเคยต้องเผชิญนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล พายุเฮอริเคนเพิ่มความเร็วและพลังลมอย่างรวดเร็วเมื่อเคลื่อนผ่านน่านน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกที่อุ่นสูงกว่าปกติ 2 ถึง 3 องศาเซลเซียส

​ในเดือนพฤศจิกายน ประชาชนมากกว่า 900,000 คนถูกอพยพออกจากภาคตะวันออกและภาคเหนือของฟิลิปปินส์ เนื่องจากพายุ “ฟูหว่อง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น”

​ก่อนที่จะเริ่มการประชุมภูมิอากาศโลก COP30 ในเดือนพฤศจิกายนที่ประเทศบราซิล เลขาธิการสหประชาชาติ อังตอนียู กูแตรึช เตือนว่าเป้าหมายที่จะไม่ให้ภูมิอากาศโลกร้อนเกิน 1.5 องศาเหนืออุณหภูมิยุคก่อนอุตสาหกรรมจะไม่สำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้ได้ถูกระบุไว้ในการประชุม COP ที่ปารีสในปี 2015 และเป็นขีดจำกัดเพื่อปกป้องโลกไม่ให้เข้าสู่ยุควิกฤตทางภูมิอากาศอย่างถาวร ตอนนี้โลกอยู่ในระดับความร้อนที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะปี 2024 เป็นปีแรกที่โลกร้อนเกิน1.5 องศาเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โลกกำลังเดินหน้าสู่การเพิ่มอุณหภูมิ 2.6 องศา เนื่องจากประเทศต่างๆ ไม่ได้ให้คํามั่นสัญญาที่จะลดก๊าซเรือนกระจกเพียงพอ ตรงกันข้าม มีการปล่อยก๊าชจากเชื้อเพลิงคาร์บอนในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าผลกระทบรวมของภาวะโลกร้อนได้เปลี่ยนป่าเขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้จากแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซ CO2 สู่อากาศ สาเหตุเพราะต้นไม้ตายมากขึ้น ต้นใหม่เติบโตน้อยลง และพื้นดินว่างเปล่าที่ไม่มีต้นไม้มักจะปล่อย CO2 หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการตัดไม้ทําลายป่า การล่มสลายของป่าฝนอเมซอนอาจเกิดขึ้นใน 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ในปัจจุบันโลกเราเสียป่าไม้จากไฟป่าที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนมากกว่าการตัดไม้เสียอีก

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าข้อสรุปจากการประชุม COP30 ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเกือบจะไม่มีการพูดถึงปัญหาเชื้อเพลิงคาร์บอนเลย ไม่มีการออกมาตรการที่บังคับรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก และไม่มีแผนที่จะลดการทำลายป่าอย่างจริงจัง  เราเข้าใจได้ดีว่าทำไม เกรต้า ธันเบิร์ก เคยวิจารณ์การประชุม COP ว่าเป็นการพูดขยะ “บลา บลา บลา” ที่ไม่มีความหมาย

​สาเหตุที่รัฐและกลุ่มทุนในโลกไม่พร้อมจะลดการใช้พลังงานคาร์บอนอย่างจริงจัง เป็นเพราะพลังงานคาร์บอนสร้างกำไรมหาศาลให้ทุนใหญ่ และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนพลังงานคาร์บอนจะต้องอาศัยการลงทุนมหาศาลจากรัฐ แต่ถ้ามันแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนได้ มันจะคุ้มค่าสำหรับเราเพราะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ทั่วโลก

​คําโวยวายปฏิเสธปัญหาของทรัมป์ที่พูดว่ามันเป็น “การหลอกลวงสีเขียว” “งานหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” หรือ “การคาดการณ์โดยคนโง่” แสดงให้เห็นจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐที่ต้านวิทยาศาสตร์ รัฐบาลทรัมป์เมื่อเข้ามาบริหารประเทศก็ประกาศยกเลิกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงกฎเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฎหมายที่ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และลดการปล่อยไอเสีย รัฐบาลโกหกว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลักที่บ่อนทําลายมาตรโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ฐานการครองชีพของกรรมาชีพและประชาชนในสหรัฐและทั่วโลก มีการเรียกร้องให้มี “พลังงานมากขึ้น” โดยอ้างว่าพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถส่งมอบพลังงานที่จําเป็นซึ่งต้องมาจากเชื้อเพลิงคาร์บอนและนิวเคลียร์ มีการพูดว่าการผลิตที่ปล่อยมลพิษเป็น “ผลข้างเคียง” ของ “การสร้างโลกสมัยใหม่” และมีการอ้างว่าสิ่งนี้ทําให้ “ยกพลเมืองเกือบทั้งหมดของโลกออกจากความยากจน” ซึ่งคำพูดแบบนี้ได้รับการชื่นชมจากนายทุนบริษัทน้ำมันเป็นอย่างมาก ปรากฏว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐจากการใช้น้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น 18%โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

​ถึงแม้ว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนทรงตัวหรือลดลงเป็นเวลา 18 เดือนแล้ว เมื่อเดือนกันยายนจีนประกาศเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมระหว่าง 7% ถึง 10% ของจุดสูงสุดภายในปี 2035 ชึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป้าหมายนี้ของจีนไม่พอที่จะป้องกันหายนะระดับโลก และยังห่างไกลจากการปรับลด 30% ที่เป็นไปได้และจําเป็น จีนเป็นประเทศทุนนิยมภายใต้เผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ ชนชั้นปกครองจีนและบุคคลที่คุมอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นพวกเดียวกัน จีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง รัสเซีย และประเทศอื่นๆ จนจีนนับว่าเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากที่สุดในโลก ดังนั้นแรงจูงใจสำคัญในการผลิตพลังงานจากแสงแดดและลมคือการลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ไม่ใช่การแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งถ้าเทียบกับสหรัฐแล้ว สหรัฐส่งออกน้ำมันมากกว่าการนำเข้า

​ในสหภาพยุโรปกลุ่มการเมืองขวาจัดชะลอการตัดสินใจที่สําคัญเกี่ยวกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกําลังพยายามละทิ้งการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศต่อไป พรรคขวาตกขอบในอังกฤษก็ปฏิเสธปัญหาโลกร้อนอย่างเปิดเผย และรัฐบาลพรรคแรงงานก็เดินหน้าสำรวจแหล่งน้ำมันในทะเลต่อไป

​บราซิลซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ COP30 เป็นประเทศที่ติดอันดับ 10 ของผู้ส่งออกน้ํามันและก๊าซ และกําลังสํารวจแหล่งใหม่ ซึ่งบางแหล่งอยู่ชายฝั่งป่าอเมซอน ประธานาธิบดีลูลาได้อ้างสิโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ คน และตัวแทนกลุ่มทุนเกษตรที่ทำลายป่า 300 คน ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุม COP ซึ่งมากกว่าทีมผู้แทนจากแต่ละประเทศทั่วโลก จะเห็นว่า COP ไม่ใช่การประชุมของประชาชน แต่เป็นการประชุมที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนใหญ่และรัฐทุนนิยม

​อย่างไรก็ตาม โพลพบว่าคนส่วนใหญ่ 89% ทั่วโลก กังวลเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและต้องการให้มีการดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุคงหาได้ไม่ยาก…. พายุ น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ป่า และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย แต่ถึงแม้จะมีหลักฐานที่ชัดเจนจากนักวิทยาศาสตร์ บริษัทใหญ่ด้านเชื้อเพลิงคาร์บอนและรัฐบาลที่สนับสนุนพวกเขาก็กําลังผลักดันแผนการทําลายโลกต่อไป

​กรรมาชีพและคนยากจนทั่วโลกมักมีความเสี่ยงมากที่สุดจากปัญหาโลกร้อน เช่นเมื่อเกิดภัยน้ำท่วม พายุ และไฟไหม้ป่า ดังนั้นขบวนการสิ่งแวดล้อมจําเป็นต้องประกาศให้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของชนชั้นกรรมาชีพ ขบวนการแรงงานทั้งหมดควรระดมพลเพื่อดําเนินการจริง และเลิกพูดถึงการปกป้องงานด้วยนโยบายที่ทำลายโลก จริงๆ แล้วการลดการใช้น้ำมันและเชื้อเพลิงคาร์บอนไม่จำเป็นต้องทำลายการจ้างงาน ถ้ารัฐมีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงการผลิตพลังงานด้วยการสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมทางเลือกที่ใช้พลังงานลมหรือแสงแดด เปลี่ยนระบบการขนส่งโดยเพิ่มการขนส่งมวลชนสาธารณะแทนการใช้รถส่วนตัว และยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยของประชาชนธรรมดา

​กองทัพสหรัฐเป็นองค์กรใหญ่ในระดับโลกที่ผลิตก๊าซเรือนกระจก กองทัพของมหาอำนาจอื่นๆ ก็ไม่ต่างออกไป ดังนั้นการต่อต้านสงครามและการเรียกร้องให้ลดงบประมาณทหารทั่วโลก จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนและเปิดทางเพื่อใช้ทรัพยากรในการสร้างระบบพลังงานทางเลือกอีกด้วย การผลิตพลังงานจากนิวเคลียร์ก็ไม่ใช่คำตอบเพราะอันตราย ผูกพันกับกระบวนการทหาร และเราไม่มีวิธีการในการกำจัดกากนิวเคลียร์ที่เป็นภัยต่อประชาชน

​บางคนเสนอว่าเราไม่จําเป็นต้องตื่นตระหนก เขามักจะพูดว่าเราสามารถละเมิดขีดจํากัดที่กําหนดโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศโดยมีเงื่อนไขว่า เราจะชดเชยสิ่งนี้ในภายหลัง แต่ในหนังสือ “Overshoot: How the World Surrendered to Climate Breakdown” (“ล้ำเส้น” วิธีที่ทำให้โลกยอมจำนนต่อวิกฤตภูมิอากาศ) โดย Andreas Malm และ Wim Carton ผู้เขียนอธิบายว่า ถึงแม้การผลิตพลังงานที่ไม่ใช้คาร์บอนแพร่หลายไปมากและต้นทุนถูกลง เช่นการใช้แสงแดดและพลังลม แต่การลดคาร์บอนอย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้น เพราะขัดแย้งกับตรรกะการแสวงหากำไรของทุนนิยม เงินจํานวนมหาศาลที่ทุ่มเทให้กับการสํารวจ การออกใบอนุญาต การก่อสร้าง ตลอดจนการสกัดเชื้อเพลิงคาร์บอน ผลักดันให้บริษัทต่างๆ แสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนเหล่านี้

​บ่อยครั้งฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงคาร์บอนมักจะผลิตข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นวิทยาศาสตร์และเป็นกลาง แต่ Malm และ Carton เปิดเผยว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นถูกหล่อหลอมโดยตรรกะของทุนพลังงานคาร์บอน นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังการใช้ IAMs—Integrated Assessment Models (แบบจําลองการประเมินแบบบูรณาการ) แบบจําลองเหล่านี้ถูกอ้างว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สังคมสามารถหยุดยั้งภัยพิบัติทางสภาพอากาศได้ แต่ Malm และ Carton อธิบายว่า IAM ที่ใช้กันมักถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานการปกป้องระบบกำไรของทุนนิยม และเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการเร่งด่วนที่จําเป็นในการลดการใช้คาร์บอน

​การให้ความชอบธรรมกับ “การล้ำเส้นขีดจำกัดอุณหภูมิ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเราสามารถละเมิดเป้าหมายได้ในขณะนี้ เพราะในอนาคตเราจะได้รับเทคโนโลยีที่จะแก้ปัญหาได้ เช่นการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเป็นข้อแก้ตัวในการชะลอความพยายามในการลดคาร์บอนและทําให้พายุธุรกิจที่ทำแบบนี้ถูกต้องตามกฎหมาย ท้ายที่สุดแล้ว หนังสือของ Malm and Carton เป็นการเน้นย้ำถึงความไร้ความสามารถของทุนนิยมในการทิ้งเชื้อเพลิงคาร์บอนไว้ใต้พื้นดิน และเป็นคําเตือนที่เฉียบคมต่อความพึงพอใจที่สร้างขึ้นจากการอ้างวิทยาศาสตร์ที่เป็นเท็จ

​ทั้งๆ ที่คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่กลัวภัยพิบัติทางสภาพอากาศ แต่การวิจัยที่สอบถามเด็กอายุ16-30 ปีในเยอรมัน พบว่า 40% รู้สึกหดหู่ว่าสภาพสังคมไม่สามารถเปลี่ยนได้ และครึ่งหนึ่งมองว่าปัญหาของโลก “ท่วมท้น” ในขณะเดียวกัน พลังของขบวนการรณรงค์เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนในประเทศต่างๆ ได้ถูกเบี่ยงเบนไปสู่การตั้งความหวังกับรัฐสภา มันเป็นการยอมจํานนของนักต่อสู้ที่เคยกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนระบบ” แต่เราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนหรือยอมแพ้ การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนที่ต่อต้านภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศไม่ใช่สิ่งจะเกิดขึ้นเอง เราต้องร่วมกันสร้างมัน และที่สำคัญคือการที่ เกรต้า ธันเบิร์ก หันมาเคลื่อนไหวสมานฉันท์กับปาเลสไตน์ ชี้ให้เราเห็นว่าเราไม่ควรที่จะเน้นแต่ปัญหาประเด็นเดียว เราต้องพร้อมที่จะเคลื่อนไหวในทุกประเด็นสำคัญๆ ที่มวลชนสนใจ เพื่อท้าทายอำนาจของชนชั้นปกครองและนายทุน ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนในที่สุด

​ในไทยการต้านการปลุกกระแสชาตินิยมและลัทธิทหาร การเรียกร้องให้ลดอิทธิพลของทหาร การต่อต้านการผลิตพลังงานโดยกลุ่มทุนใหญ่ และการสร้างขบวนการสมานฉันท์กับปาเลสไตน์ จะทำให้ขบวนการมวลชนของประชาชนมีพลังมากขึ้น ในทุกโอกาสเราต้องพูดถึงเรื่องปัญหาโลกร้อน ปัญหาน้ำท่วมและไฟป่า และการที่ประเทศไทยสามารถเพิ่มการใช้พลังงานแสงแดดมากขึ้น เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างขบวนการกรรมาชีพให้เข้มแข็ง และเราต้องสร้างองค์กรทางการเมืองที่สนับสนุนผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แทนที่จะปล่อยให้การเมืองอยู่ในมือของนายทุนและพวกที่เน้นกลไกตลาดเสรีอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

———————–

อ่านเพิ่ม “ปัญหาวิกฤตโลกร้อนจากมุมมองนักมาร์คซิสต์” https://bit.ly/4ozpO57

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ