‘เมือง’ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

โดย คอร์บูนิสต์

​สถานการณ์อันน่าหดหู่จากรายงานการศึกษาความสามารถในการจ่ายเพื่อเข้าถึงที่อยู่อาศัย (HAR) ประจำปี 2025 ระบุว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ผู้เช่าแบกภาระหนักที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรายได้ที่มี ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงของปัญหาการทำให้ที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (Financialization of Housing) ที่ทั้ง David Harvey และ Manuel Aalbers เคยอธิบายความสัมพันธ์ของกลไกการสะสมที่ดินและสร้างที่อยู่อาศัยแนวตั้งอย่างคอนโดมิเนียมให้กลายเป็นสินค้าเพื่อเก็งกำไร การดึงดูดเงินจำนวนมหาศาลจากนานาชาติเข้ามาปั่นราคา จนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูง ยากที่รายได้จากการทำงานตามปกติจะไล่ทัน ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ยืนยันว่า ที่อยู่อาศัยเปลี่ยนสถานะจาก “บ้านเพื่ออาศัย” อันแสดงมูลค่าการใช้สอย (Use Value) ไปเป็น “บ้านเพื่อกำไร” หรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน มุ่งเน้นมูลค่าในการแลกเปลี่ยน (Exchange Value) ซึ่งแน่นอนว่าเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์ราคาสูงลิ่วย่อมไม่ต่างอะไรจากการเป็นแหล่งสะสมสินทรัพย์เพื่อการลงทุนและตักตวงผลกำไรของนายทุนมากกว่าการเป็นเมืองเพื่ออยู่อาศัย

ความสามารถในการจ่ายเพื่อเข้าถึงที่อยู่อาศัย สะท้อนปัญหาความเปราะบางของชนชั้นแรงงานในเมืองที่ขาดความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงถูกกีดกันออกจากตลาดการซื้อขายบ้าน แล้วยอมรับการถูกบังคับเข้าสู่ตลาดเช่าเพียงเท่านั้น แต่โอกาสก็น้อยอยู่ดีด้วยกลไกราคาของระบบเศรษฐกิจโลกทุนนิยมที่สร้างเงื่อนไขกีดกัน แต่สำหรับบางรัฐก็สามารถเลือกจัดสรรนโยบายเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำลงได้บ้าง แม้จะยังไม่ดีที่สุดแต่ตัวอย่างกรณีศึกษาเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อหาหนทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้

​การจำกัดที่ดินเอกชนของประเทศสิงคโปร์ ถือว่าโดดเด่นที่สุดในการควบคุมราคาที่ดินในเมือง เพราะเกือบ 90% ของที่ดินทั้งหมดในประเทศล้วนมีเจ้าของเป็นรัฐบาล ข้อดีคือสามารถทำให้วางแผนการใช้ที่ดินได้อย่างเต็มที่รวมถึงการจัดหาที่อยู่อาศัยสาธารณะ ซึ่งอยู่ภายใต้ Housing & Development Board (HDB) อันมีบทบาทในการจัดสร้างที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงให้กับประชาชนได้ถึงกว่า 80% ของประชากรสิงคโปร์ ไม่ใช่เพียงแค่สร้างแต่รัฐยังมีบทบาทในการควบคุมอย่างเข้มงวดทั้งด้านสินเชื่อและเงินอุดหนุนเพื่อรับประกันว่ามูลค่าซื้อขายอยู่ในราคาที่เหมาะสมและเป็นไปเพื่อการอยู่อาศัยตามวัตถุประสงค์ แม้ว่าจะดูดีแต่นโยบายเช่นนี้ก็มีข้อเสียหลายด้านให้ต้องนำมาพิจารณา ตัวอย่างเช่น อาจจะรับประกันการเป็นเจ้าของบ้าน แต่ชาวสิงคโปร์ต้องยอมรับการนำเงินออมเกือบทั้งชีวิตไปลงกับค่าผ่อนบ้าน ทำให้เมื่อถึงวัยเกษียณชีวิตจะอยู่ในความเสี่ยง ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน เพราะนโยบายดังกล่าวออกแบบมาอย่างเข้มงวดเพื่อสนับสนุน “ครอบครัวเดี่ยว” หากเป็นคนโสดหรือ LGBTQ+ จะแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการนี้เลย 

        พรรค People’s Action Party (PAP) ซึ่งครองอำนาจรัฐบาลมาโดยตลอดเคยใช้นโยบายนี้ในการต่อรองคะแนนเสียง โดยให้คำมั่นว่า ถ้าเขตไหนเลือกพรรคตนเองจะได้รับการสนับสนุนปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยก่อน จึงจะเห็นได้ว่าข้อเสียของนโยบายสำหรับสิงคโปร์ค่อนไปทางการใช้อำนาจในการกีดกันและเลือกปฏิบัติบนคำอ้างเรื่อง “คุณภาพชีวิตประชาชน”

​ส่วนเทศบาลกรุงเวียนนามองว่า ที่อยู่อาศัยถือเป็นบริการสาธารณะของรัฐเช่นเดียวกับน้ำประปาหรือไฟฟ้า ด้วยการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการกองทุน รวมถึงเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยจำนวนมาก พร้อมไปกับการใช้กฎหมายควบคุมโครงการขนาดใหญ่ให้ต้องจัดสรรพื้นที่ 2 ใน 3 จากทั้งหมดสำหรับสร้างเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีเงินอุดหนุนจากรัฐ การควบคุมค่าเช่าและภาษีสูงจึงช่วยให้ชนชั้นกลางหรือผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบ้านใจกลางเมืองคุณภาพดีได้ อย่างไรก็ตาม ถึงจะดูล้ำเลิศแต่ด้วยความต้องการที่สูงมากจึงต้องรอคิวยาวนาน แรงงานหน้าใหม่ที่ย้ายเข้ามาอาจต้องรอสิทธิ์ถึง 5 ปี ถือเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างชาวเวียนนาเก่า กับ คนมาใหม่ และด้วยระบบการตรวจสอบรายได้เฉพาะ “ขาเข้า” แม้จะย้ายมาตอนรายได้น้อย ถ้าต่อมารายได้สูง รัฐก็ไม่มีสิทธิ์ไล่หรือขึ้นค่าเช่าได้ ผลลัพธ์คือเกิดอภิสิทธิ์ชนในการครองสิทธิ์ใน “การเช่า” แต่ปัญหาจริงคือความกระจุกของแหล่งค่าเช่าราคาถูกถือเป็นโจทย์เรื่องความเป็นธรรมที่ยังต้องอาศัยพลังทางสังคมในการเก็บภาษีมั่งคั่งและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อทำให้ที่อยู่อาศัยเป็นรัฐสวัสดิการอย่างแท้จริง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ