เศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์กซิสม์ ตอนที่ 1 : Grundrisse

โดย รุเธียร

“ในความหมายที่แท้จริงที่สุด มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง (zōon politikon – political animal)ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์สังคม แต่เป็นสัตว์ที่สามารถแสดงความเป็นปัจเจกชนได้เฉพาะในสังคมเท่านั้น การผลิตโดยบุคคลที่โดดเดี่ยวอยู่นอกสังคม…เป็นเรื่องไร้สาระพอ ๆ กับการพัฒนาภาษาโดยปราศจากบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกันและพูดคุยกัน”

              วรรคดังกล่าวมาจากส่วนนำของ Grundrisse (กรุนดริส-เค้าโครงวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง) ซึ่งมาร์กซ์เขียนขึ้นในปี 1857 – 1861 ประกอบด้วยสมุดทั้งหมด 7 เล่มซึ่งมาร์กซ์รวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของนักคิดคนอื่น ๆ และแนวคิดของเขาเองในการชำแหละโฉมหน้าที่แท้จริงของระบบทุนนิยม Grundrisse กินความถึงการผลิต เงินตรา กระบวนการผลิตทุนและการหมุนเวียนทุน การแปลงมูลค่าส่วนเกินไปเป็นกำไร และหัวข้อเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ หัวข้อกระจัดกระจายเหล่านี้ได้กลายเป็นฉบับร่างสำหรับผลงานชิ้นเอกทางเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายซ้ายอย่าง Das Kapita (ว่าด้วยทุน) ซึ่งมาร์กซ์เขียนจนแล้วเสร็จในเล่มแรกและได้รับการตีพิมพ์ในปี 1867 ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ฉบับร่างเล่มยาวที่ไม่เสร็จสมบูรณ์อย่าง Grundrisse ไม่ได้รับการตีพิมพ์เลยจนกระทั่งปี 1939 ในมอสโก (หลังมรณกรรมของมาร์กซ์ไปแล้วกว่า 56 ปี)

              หากนักคณิตศาสตร์เริ่มต้นทฤษฎีบท (theorem) ของพวกเขาด้วยคือสัจพจน์ (axiom) หรือ มูลบท (postulate) ซึ่งเป็นข้อความที่ยอมรับว่าเป็นจริงโดยไม่ต้องการพิสูจน์ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็เริ่มต้นทฤษฎีกลไกตลาดและพร่ำบ่นวินัยการคลังของรัฐด้วยสมมติฐานที่ว่าปัจเจกชนเป็นมนุษย์เศรษฐกิจที่มีลักษณะสมเหตุสมผลและมุ่งหวังเพื่ออรรถประโยชน์สูงสุดส่วนตนเช่นเดียวกัน แต่หากเราพิจารณาสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมที่มีธรรมชาติของการเกิดวิกฤตการณ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว เราจำเป็นจะต้องย้อนกลับไปหารากฐานทางประวัติศาสตร์ของมัน เราจำเป็นจะต้องตระหนักว่ารากฐานของวิถีชีวิตทางสังคมที่เรามีเริ่มต้นจากการผลิตซึ่งเกิดจากการใช้แรงงานของมนุษย์ผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเข้าใจเนื้อแท้ของระบบทุนนิยมเท่านั้น แต่เพื่อเข้าใจว่า เรายังมีโลกอื่นที่เป็นไปได้นอกจากระบบเส็งเคร็งอย่างที่เป็นอยู่นี้

              Grundrisse ช่วยให้เราได้เห็นมุมมองของมาร์กซ์ว่าความคิดของเขาก่อรูปขึ้นมาอย่างไรก่อนจะมาเป็นว่าด้วยทุน มาร์กซ์เริ่มต้นสมุดบันทึกของเขาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดนามธรรมของฌอง-ฌาคส์ รุสโซซึ่งได้กลายเป็นรากฐานให้กับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของอดัม สมิธ และเดวิด ริคาร์โด ว่าการที่มนุษย์ซึ่งเป็นอิสระชนโดยพื้นฐานถูกนำมาเชื่อมต่อกัน (ถูกพันธนาการ) ด้วยสัญญาประชาคม (social contract) เป็นเพียงภาพลวงตา พวกเขาเพียงแค่ฉายภาพการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคลในศตวรรษที่ 18 ย้อนกลับไปในอดีตอย่างเลื่อนลอยเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์ เพราะสำหรับมาร์กซ์ มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติที่ไม่อาจถูกแยกขาดไปจากสังคมของเขา

“ยิ่งเราย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ลึกเท่าไหร่ ปัจเจกชน และดังนั้นคือปัจเจกชนผู้ทำการผลิตด้วย ปรากฏในฐานะผู้พึ่งพา ในฐานะผู้เป็นส่วนหนึ่งตามธรรมชาติของส่วนรวมที่ใหญ่กว่า คือครอบครัวและในครอบครัวที่ขยายออกไปชาติวงศ์ (clan) และในรูปแบบต่าง ๆ ของสังคมชุมชนที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งและการหลอมรวมของชาติวงศ์หลังจากนั้น” 

​จะมีก็แต่ในสังคมพลเมือง (civil society) ที่ก่อให้เกิดปัจเจกชนผู้โดดเดี่ยวซึ่งเผชิญหน้ากับการเชื่อมโยงทางสังคมก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในศตวรรษที่ 18 เท่านั้น 

“แต่ยุคสมัยที่ก่อให้เกิดมุมมองนี้…ก็เป็นยุคสมัยของความสัมพันธ์ทางสังคมที่พัฒนามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” 

​วรรคตอนนี้ของมาร์กซ์ยังถือเป็นการปรับปรุงแนวคิดเรื่องความแปลกแยก (alienation) ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ในต้นฉบับปารีส (Paris Manuscript 1844) เพื่อให้เห็นถึงสภาวะทางประวัติศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมจากการที่ผู้ใช้แรงงานถูกแยกออกจากภววิสัยทางการผลิตของเขาผ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าแค่แนวคิดแบบมนุษยนิยม ความแปลกแยกนี้เป็นพื้นฐานของเกือบ ๆ ทุกหัวข้อที่ปรากฏใน Grundrisse

              ในแทบทุก ๆ บทของ Grundrisse ทุนไม่ได้เป็นแค่วัตถุสิ่งของเท่านั้น Grundrisse ช่วยให้เราได้เห็นมุมมองของมาร์กซ์ว่าความคิดของเขาก่อรูปขึ้นมาอย่างไรก่อนจะมาเป็นว่าด้วยทุน มาร์กซ์เริ่มต้นสมุดบันทึกของเขาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดนามธรรมของฌอง-ฌาคส์ รุสโซซึ่งได้กลายเป็นรากฐานให้กับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของอดัม สมิธ และเดวิด ริคาร์โด ว่าการที่มนุษย์ซึ่งเป็นอิสระชนโดยพื้นฐานถูกนำมาเชื่อมต่อกัน (ถูกพันธนาการ) ด้วยสัญญาประชาคม (social contract) เป็นเพียงภาพลวงตา พวกเขาเพียงแค่ฉายภาพการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคลในศตวรรษที่ 18 ย้อนกลับไปในอดีตอย่างเลื่อนลอยเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์ เพราะสำหรับมาร์กซ์ มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติที่ไม่อาจถูกแยกขาดไปจากสังคมของเขา

“ทุนไม่ใช่ความสัมพันธ์อย่างง่าย แต่เป็นกระบวนการ ซึ่งในแต่ละช่วงเวลา ทุนก็คือทุนเสมอ” 

​ทุนคือมูลค่าที่เคลื่อนไหว (value in motion) ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งสินค้า เงิน การผลิตและวงจรของการหมุนเวียน เดวิด ฮาร์วีย์ ให้อรรถาธิบายว่า สำหรับมาร์กซ์แล้ว วงจรการหมุนเวียนของทุนนี้มีลักษณะเป็นเกลียวโค้งที่ขยายตัว ทุนมีแรงผลักดันโดยธรรมชาติที่จะต้องขยายตัวอย่างทวีคูณเพื่อคงความเป็นทุน ซึ่งทำให้การหมุนเวียนของทุนย่อมต่างไปจากการหมุนเวียนของสินค้าธรรมดา ในช่วงท้าย ๆ มาร์กซ์แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของทุนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากขอบเขตของการแลกเปลี่ยนแบบ สินค้า – เงิน – สินค้า แต่แหล่งที่มาของการขยายตัวนี้คือมูลค่าส่วนเกินที่ได้มาจากการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่ทำให้เกิดวงจร เงิน – สินค้า – เงิน’ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

              ใน Pre-Capitalist Economic Formation (การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนทุนนิยม) ซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ เพียง 2 บทใน Grundrisse ว่าด้วยหมุนเวียนของทุน มาร์กซ์จับปัญหาของวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทุนนิยม เขาเขียนไว้ว่า 

“โดยทั่วไป ระบบทุนนิยมประกอบด้วย ‘ทุน’ กับ ‘กรรมกร’ (แรงงานรับจ้าง) ที่มาของแรงงานรับจ้างในทางประวัติศาสตร์ก็คือแรงงานเสรี ได้แก่ การที่ชาวนาสูญเสียที่ดินและปัจจัยการผลิตให้แก่นายทุน กระทั่งเหลืออยู่เพียงแต่แรงงาน และจำต้องขายแรงงานนี้เพื่อเงินสำหรับการเลี้ยงชีพ ส่วนนายทุนก็นำเอาแรงงานเสรีนี้มาทำการผลิตขึ้นใหม่ และเปลี่ยนแรงงานนี้ให้เป็นเงินอีกต่อหนึ่ง มูลค่าในการใช้ของแรงงานที่ใช้ในการผลิตและการบริโภคจึงไม่ใช่เพื่อตอบสนองการบริโภคของปัจเจกชน แต่เป็นมูลค่าในการใช้เพื่อสร้างเงิน” 

​กล่าวโดยสรุปแล้วเงื่อนไขพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของทุนเริ่มต้นขึ้นจากการแยกแรงงานออกจากการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ซึ่งมาร์กซ์กล่าวว่า “เปรียบเสมือนห้องทำงานในธรรมชาติของเขาเอง” เกิดขึ้นจากการสลายตัวของระบบกรรมสิทธิ์ 2 แบบด้วยกัน คือ (1) กรรมสิทธิ์ที่ดินขนาดเล็กของชาวนาในระบบศักดินา และ (2) กรรมสิทธิ์ที่ดินรวมหมู่ของชุมชนแบบที่เห็นอยู่ในประชาคมตะวันออก และถึงที่สุดนายทุนก็ได้แลกเปลี่ยนแรงงานเสรีนี้กับเงิน

              งานเขียนชิ้นนี้ของมาร์กซ์เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ได้มองสังคมมนุษย์ว่ามีวิวัฒนาการแบบขั้นบันไดอย่างเป็นกลไกแข็งทื่ออย่างที่เข้าใจกันด้วยอิทธิพลของลัทธิสตาลิน (Stalinism) ในยุคหลัง แต่เขามองว่ามีความเป็นไปได้ที่สังคมจะพัฒนาไปในรูปแบบที่แตกต่างกัน 3 – 4 แบบหลังการสลายตัวของสังคมบุพกาล ได้แก่ วิถีการผลิตแบบเอเชีย สลาฟ กรีก-โรมัน (ระบบทาสโบราณ) และเยอรมัน (ซึ่งมีศักยภาพภายในสูงจนพัฒนาไปเป็นระบบศักดินาของเจ้าที่ดินและทาสกสิกรในเวลาต่อมา) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายนอกคือลักษณะทางภูมิศาสตร์ และเงื่อนไขภายในคือลักษณะของชาติวงศ์ ซึ่งก่อรูปมาตามธรรมชาติของแต่ละชุมชนเอง

​สำหรับมาร์กซ์แล้ว แต่ละสังคมจะต้องพัฒนาไปสู่ระบบที่ซับซ้อนกว่าและมีพลังการผลิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าเดิม เพราะทั้งหมดมีจุดหมายปลายทางที่รออยู่แล้ว นั่นคือระบบทุนนิยม อย่างไรก็ตาม มาร์กซ์ยังคงเน้นย้ำว่า 

“ในหมู่คนโบราณ เราพบว่าไม่มีแม้สักคำถามเดียวว่ารูปแบบไหนของทรัพย์สินที่ดินที่ทำการผลิตได้สูงสุด ซึ่งให้ความมั่งคั่งสูงสุด ความมั่งคั่งมิใช่เป็นจุดประสงค์ของการผลิต … ยุคโบราณให้ความพอใจที่จำกัดแก่เรา ขณะที่โลกสมัยใหม่ทิ้งความไม่พอใจให้แก่เรา หรือถ้ามันมีความพอใจในตัวมันเอง ก็เป็นสิ่ง ‘สามานย์’ และ ‘ไร้ค่า’”

              สำหรับมาร์กซ์ใน Grundrisse ทุนนิยมไม่เคยเป็นธรรมชาติของมนุษย์ “‘การก่อรูปโดยมูลรากของทุน’ จึงไม่ได้เป็นดังที่เรามักตั้งสมมติฐานกันว่าเริ่มก่อตัวจากการ ‘สะสม’ อาหาร เครื่องมือ วัตถุดิบ หรือกล่าวรวบรัดคือการสะสม ‘เงื่อนไขทางภววิสัยของแรงงาน’ ที่แยกออกมาจากดิน และทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นโดยแรงงานมนุษย์” หากแต่เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ของการแตกสลายของความสัมพันธ์ในทรัพย์สินของคนงานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เพียงเท่านั้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ