สันติภาพไม่ได้เกิดจากกระสุนปืน

โดย สมทรง ตรีแก้ว และ ทาเคโอะ ยูกิ

               สำหรับนักสังคมนิยม  ประวัติศาสตร์ของพวกเราคือจุดยืนต้านสงครามของผู้มีอำนาจมาโดยตลอดนับตั้งแต่ที่มีการสถาปนาแนวความคิดสังคมนิยม   แต่การต่อต้านสงครามของพวกเราแตกต่างจากการนักสันติวิธีและผู้รักความเป็นธรรม   แม้ว่าเรามีความฝันเหมือนกันกับผู้รักสันติวิธีทั่วไปว่า มนุษย์ควรแก่ตายหรือหากจะตายเพราะร่างกายเจ็บป่วยก็ควรได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่จากรัฐ  และมนุษย์ไม่ควรตายเพราะคนอื่นทำให้ตาย   

              เมื่อยุโรปออกล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ ๑๙ เพื่อหาวัตถุดิบและตลาดรองรับสินค้า ไทยและเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกต่างเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมจากจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสเหมือนกัน แต่มีชะตากรรมแตกต่างกัน เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาดูดทรัพยากรในกัมพูชา,ลาวและเวียดนามไปเกือบหมดพวกเขาก็ทิ้งอาณานิคมไว้กับปัญหาโดยเฉพาะเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา  และหลังจากนั้นจักรวรรดินิยมอเมริกาก็เข้ามามีบทบาทในกัมพูชาและอินโดจีนโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐไทยอย่างเต็มที่โดยให้ตั้งฐานทัพเพื่อบินไปทิ้งระเบิดในอินโดจีนด้วยเกรงกลัวว่าในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จะกลายเป็นแผ่นดินคอมมิวนิสต์อันเป็นภัยคุกคามต่อระบบทุนนิยม

            สิ่งตกค้างจากการล่าอาณานิคมคือเเนวเขตเเดนไทย-กัมพูชาที่ยังทับซ้อนกันจนเกิดสงครามไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมาและต่างฝ่ายกล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งเริ่มก่อน การกล่าวหาว่าใครเริ่มก่อนนำไปสู่การอ้างความชอบธรรมในการตอบโต้ และฝ่ายที่เริ่มก่อนไม่สมควรได้รับความปรานีใดๆ ทั้งสิ้นเนื่องจากเป็นฝ่ายหาเรื่องผิดเอง แต่สำหรับนักสังคมนิยมแล้วเรามองว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาต่างเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน ไม่ใช่เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพ ชาวไร่และชาวนาอย่างแท้จริง สงครามยิงข่าวสารที่ต่างฝ่ายต่างสาดหากันเพื่อให้ประชาชนเชื่อ จึงหาความจริงไม่ได้จากทั้งสองฝ่าย เพราะไม่มีใครยอมรับว่าตนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือสงครามครั้งนี้เป็นการฉวยโอกาสที่เป็นกลยุทธ์ของทหารเผด็จการไทยและเผด็จการฮุนเซน (อ้าง ใจ อึ๊งภากรณ์ ก.ย. 2568 )

              เมื่อเหตุการณ์ลุกลามกลายเป็นการบินไปทิ้งระเบิดในดินแดนกัมพูชาโดยอ้างว่าเป็นการปกป้องการรุกรานในอนาคต แทบทุกหมู่เหล่าในสังคมต่างกระโดดขึ้นรถลำเลียงอาวุธคันเดียวกัน สรรเสริญความกล้าหาญของทหารชั้นผู้น้อยที่ตายในการรบปกป้องอำนาจอธิปไตยซึ่งจับต้องไม่ได้ และไทยกลายเป็นเพื่อนบ้านอันธพาลที่โดนสังคมโลกเดียจฉันท์ คนต่อต้านสงครามกลายเป็นพวกผิดและไม่รักชาติและไม่เข้าใจผลกระทบที่ชายแดน องค์กรสังคมนิยมแรงงานออกมาต่อต้านสงครามครั้งนี้เฉกเช่นกับบรรพชนของฝ่ายสังคมนิยมได้ปฎิบัติมาเป็นเวลากว่าสองร้อยปีที่ถือกำเนิดของแนวคิดนี้ เช่นในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เลนินและสหายได้ต่อสู้กับแนวความคิดชาตินิยมของฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนการทำสงครามเพื่อปกป้องมาตุภูมิ  และในเวลานั้นฝ่ายซ้ายที่ไม่เอาสงครามเป็นเสียงข้างน้อย และถูกโจมตีว่าไม่รักชาติเหมือนกับที่ฝ่ายซ้ายและผู้รักสันติในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

              มีการโจมตีกลุ่มสังคมนิยมแรงงานและผู้รักสันติในนามของ “ความมั่นคงของรัฐชาติ” ซึ่งการโจมตีเราด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้แท้จริงแล้วสะท้อนกรอบคิดแบบอำนาจนิยมกระแสหลักที่ยึดรัฐ กองทัพ และอธิปไตยในเชิงนามธรรมเป็นศูนย์กลาง โดยลดทอนชีวิตมนุษย์จริง ๆ ให้เป็นเพียงตัวแปรรองในสมการความมั่นคง การกล่าวหาว่าการเรียกร้องสันติภาพคือการ “บ่อนทำลายชาติ” มิใช่การวิเคราะห์เชิงเหตุผล หากแต่เป็นการปิดปากการเมืองของภาคประชาชนด้วยตรรกะความกลัวและการสร้างศัตรูภายใน

              ประเด็นแรก  การใช้คำว่า “เหตุปะทะ” เป็นการบิดเบือนความจริง แสดงให้เห็นความพยายามผูกขาดนิยามความขัดแย้งไว้กับรัฐและกองทัพฝ่ายเดียว ในทางรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ การจำแนกระดับความรุนแรงไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่องเชิงวิเคราะห์ การไม่รีบด่วนเรียกทุกความขัดแย้งว่า “สงคราม” มิได้เท่ากับการปฏิเสธอธิปไตย หากแต่เป็นความพยายามเปิดพื้นที่ให้การลดความรุนแรงและการปกป้องชีวิตพลเรือน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของมนุษยธรรมสมัยใหม่ บทความต้นเรื่องกลับถือว่าการยอมรับความซับซ้อนเช่นนี้คือภัยคุกคาม ทั้งที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่มันคุกคามคืออำนาจการตัดสินใจฝ่ายเดียวของรัฐ

              ประเด็นที่สอง การกล่าวหาว่า “สันติภาพของฝ่ายซ้ายคือการปลดอาวุธฝ่ายเดียว” เป็นการสร้างหุ่นฟางทางตรรกะอย่างชัดเจน เพราะการเรียกร้องหยุดยิงและการเจรจาไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกการป้องกันตนเอง แต่คือการยืนยันว่าการใช้กำลังต้องไม่กลายเป็นคำตอบอัตโนมัติ บทความดังกล่าวยก “ดุลอำนาจ” ขึ้นมาเป็นเงื่อนไขศีลธรรมสูงสุด โดยไม่ตั้งคำถามเลยว่าดุลอำนาจที่แลกมาด้วยชีวิตทหารเกณฑ์ ชาวบ้านชายแดน และการทำให้ความเกลียดชังข้ามชาติฝังรากลึกนั้น คุ้มค่าหรือไม่ นี่คือมุมมองแบบความมั่นคงนิยมที่มองความเปราะบางของมนุษย์เป็นต้นทุนที่ยอมรับได้

              ประเด็นที่สาม การปกป้อง “ชาตินิยม” ด้วยการอ้างว่าชาติคือกรอบที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคง เป็นการสลับเหตุและผลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในความเป็นจริง รัฐชาติควรมีความชอบธรรมก็ต่อเมื่อมันปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของประชาชน ไม่ใช่ในทางกลับกัน การวิจารณ์ชาตินิยมไม่ได้แปลว่าดูถูกทหารหรือปฏิเสธการป้องกันประเทศ แต่คือการตั้งคำถามต่อการใช้วาทกรรมชาติ เพื่อทำให้การสูญเสียชีวิตกลายเป็นเรื่อง “จำเป็น” และ “สูงส่ง” จนไม่อาจวิพากษ์ได้ แต่คนที่วิจารณ์พวกเรากลับมองว่าการตั้งคำถามเช่นนี้เป็นความผิดทางศีลธรรม ซึ่งเป็นลักษณะคลาสสิกของความคิดอำนาจนิยม

              ประเด็นที่สี่ การกล่าวหาว่าฝ่ายสังคมนิยมมองประชาชนแบบไร้พรมแดนและไม่รู้ว่ารัฐควรปกป้องใครก่อน สะท้อนความเข้าใจที่แคบต่อแนวคิดมนุษยธรรมสากล เพราะการยอมรับคุณค่าความเป็นมนุษย์ของ “อีกฝ่าย” ไม่ได้ทำให้การปกป้องพลเมืองของตนอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันคือเงื่อนไขที่ทำให้ความขัดแย้งไม่ลุกลามจนกลายเป็นความรุนแรงไร้ขอบเขต การเมืองที่ดีไม่ใช่การเลือกว่าจะเห็นใจใครเท่านั้น แต่คือการหาทางออกที่ลดการตายของทุกฝ่าย ซึ่งบทความดังกล่าวไม่เคยให้ความสำคัญเลย

              โดยสรุป ความเห็นและการวิเคราะห์ที่อ้างว่าตนเองปกป้องชาติ แท้จริงแล้วกำลังปกป้องอำนาจของรัฐและกองทัพจากการตรวจสอบทางศีลธรรมและการเมือง มันใช้คำว่า “ความมั่นคง” เพื่อทำให้เสียงของประชาชนที่ไม่ต้องการสงครามกลายเป็นภัย มองสันติภาพเป็นความอ่อนแอ และมองมนุษยธรรมเป็นความไร้เดียงสา นี่ไม่ใช่การวิเคราะห์เพื่อความอยู่รอดของสังคม หากแต่เป็นการทำให้สังคมเคยชินกับความรุนแรง และยอมรับการสูญเสียชีวิตมนุษย์ในนามของนามธรรมที่ไม่มีเลือด ไม่มีน้ำตา และไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครเลยคำถามที่ต้องย้ำเสมอสงครามครั้งนี้คือความมั่นคงของใคร??

              ใครได้ประโยชน์ในสงครามครั้งนี้ การสู้รบในเดือนธันวาคมดำเนินมา ๒๐ วัน เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งสองฝ่าย ทหารชั้นผู้น้อยทั้งสองฝ่ายล้มตาย คนจนในชายแดนทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบ ขาดรายได้ เด็กๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ กองทัพไทยได้รับการสรรเสริญเยินยอจากมวลชนอย่างมากมาย นี่เป็นอาการผิดปกติของสังคม และการที่พรรคการเมืองทุกพรรคต่างพร้อมใจสนับสนุนทหารโดยอ้างว่าสงครามครั้งนี้จำเป็นเพราะไทยจะได้ประโยชน์เนื่องจากกัมพูชาจะไม่มีความสามารถรุกรานได้อีก ล้วนเป็นการโกหกคำโต สงครามครั้งนี้กองทัพไทยได้ประโยชน์อย่างมหาศาลโดยเฉพาะเมื่อประชาชนจำนวนมากสนับสนุนกองทัพบุกกัมพูชาและยากที่จะเอากองทัพออกจากการเมืองไทย หากมวลชนยังรู้ไม่ทันสันดานกองทัพและนักการเมืองฉ้อฉลที่แย่งคะแนนเสียงจากความตาย

               ผู้ที่จ่ายราคาสงครามแพงที่สุดไม่เคยร่วมนั่งโต๊ะเจรจา​ ไม่เคยออกคำสั่งยิง​ ไม่เคยได้แถลงข่าวหน้าสื่อ คือคนธรรมดา คือทหารระดับล่าง คือแรงงานที่ข้ามพรมแดนที่แสวงหาโอกาสใหม่ คือแม่ที่ต้องเลือกว่าจะพาลูกหนี หรือรอความตายอยู่กลางทุ่ง คือคนชั้นล่างที่ไม่มีหลุมหลบภัย ไม่มีวาทกรรม และไม่มีประเทศใดคุ้มครอง บางคนถูกฝังอยู่ใต้ซากอิฐ​  เลือดของพวกเขาทั้งไทยและกัมพูชาล้วนมีสีเดียวกัน

              องค์กรสังคมนิยมแรงงานไม่ขอเลือกข้างรัฐ เราเลือกข้างมนุษย์ เราไม่ยืนใต้ธง แต่ยืนข้างชีวิตที่ถูกเหยียบย่ำโดยธงแห่งชาติ….สันติภาพที่ไม่คำนึงถึงชีวิตผู้คนไม่ใช่สันติภาพ ความมั่นคงที่สร้างบนกองซากศพของคนชั้นล่างคือความรุนแรงที่ถูกทำให้ดูจำเป็น แต่ไม่ใช่เลย และสงครามเดียวที่มวลชนต้องทำการคือสงครามแห่งชนชั้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ