โดย พัชณีย์ คำหนัก
“ความอับจนของทฤษฎีชายเป็นใหญ่” (The Poverty of Patriarchy Theory) เขียนโดยแซนดรา บลัดเวิร์ธ (Sandra Bloodworth) (28 ก.พ. 2020) จากองค์กรสังคมนิยมทางเลือก ออสเตรเลีย เป็นงานวิพากษ์สำคัญที่ท้าทายกระแสหลักของสตรีนิยมในช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่อง “ปิตาธิปไตย” กลายเป็นศูนย์กลางของคำอธิบายการกดขี่ผู้หญิง ผู้เขียนตั้งคำถามอย่างเป็นระบบว่า เหตุใดทฤษฎีซึ่งอ้างว่ามุ่งปลดปล่อยผู้หญิง จึงกลับกลายเป็นอุปสรรคในทางปฏิบัติ และเหตุใดการชี้นิ้วไปที่ “ผู้ชายในฐานะกลุ่ม” จึงไม่เพียงพอทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และเชิงยุทธศาสตร์การต่อสู้
ผู้เขียนบทความนี้ยืนยันว่า การกดขี่สตรีไม่ใช่ปรากฏการณ์เหนือกาลเวลา หากแต่เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบการผลิตและโครงสร้างชนชั้น การตัดการกดขี่ทางเพศออกจากระบบทุนนิยม ทำให้ทฤษฎีปิตาธิปไตยไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมรูปแบบการกดขี่จึงเปลี่ยนแปลง และใครคือผู้ได้ประโยชน์หลักจากมัน
ปิตาธิปไตย: ปัญหาทางทฤษฎี
ในงานเขียน “อุดมการณ์เยอรมัน” ของมาร์กซ์ มาร์กซ์เสนอว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดถูกกำหนดจากวิถีการผลิต และต้องอธิบายในความเชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจของสังคม สถาบันทางสังคมต่าง ๆ ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ แต่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการผลิตและเงื่อนไขทางวัตถุของชีวิตมนุษย์ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติคือประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต ซึ่งสร้างความกดดันให้ความสัมพันธ์ทางสังคมต้องปรับตัวตาม ดังนั้น การวิเคราะห์สถาบันอย่างครอบครัวจึงต้องตั้งอยู่บนบทบาทของมันในการผลิตซ้ำความสัมพันธ์การผลิต
ผู้เขียนเริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานต่อทฤษฎีปิตาธิปไตยในฐานะกรอบอธิบายการกดขี่สตรี คือ ทฤษฎีนี้มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า มีระบบอำนาจของผู้ชายที่ดำรงอยู่อย่างอิสระจากระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางชนชั้น การมองปิตาธิปไตยเป็นโครงสร้างสากลที่คงอยู่ข้ามยุคสมัย ทำให้การวิเคราะห์ละเลยความแตกต่างทางประวัติศาสตร์และเงื่อนไขทางวัตถุที่กำหนดรูปแบบของการกดขี่ในแต่ละสังคม
ผู้เขียนวิพากษ์ว่าทฤษฎีปิตาธิปไตยมีแนวโน้มอธิบายความไม่เท่าเทียมทางเพศผ่านแนวคิดเชิงนามธรรม เช่น “อำนาจของผู้ชาย” หรือ “วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่” โดยไม่สามารถชี้ให้เห็นกลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผลิตซ้ำความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์คือการวิเคราะห์ที่อธิบายได้เพียงระดับปรากฏการณ์ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมรูปแบบการกดขี่จึงเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หรือเหตุใดผู้หญิงในชนชั้นต่าง ๆ จึงเผชิญกับการกดขี่ในระดับที่แตกต่างกัน
อีกประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนชี้ให้เห็นคือ ทฤษฎีปิตาธิปไตยมักแยกการกดขี่ผู้หญิงออกจากกระบวนการผลิตแบบทุนนิยม การแยกเช่นนี้นำไปสู่การมองว่า ผู้หญิงถูกกดขี่ในทุกระบบสังคมในลักษณะเดียวกัน และทำให้การวิพากษ์ทุนนิยมกลายเป็นเรื่องรองหรือไม่จำเป็น ในทางตรงกันข้าม กรอบมาร์กซิสต์ที่ผู้เขียนเสนอ เห็นว่าการกดขี่ผู้หญิงภายใต้ทุนนิยมมีลักษณะเฉพาะ ที่ผูกโยงกับระบบค่าแรง การผลิตซ้ำแรงงาน และบทบาทของรัฐอย่างแยกไม่ออก
ผู้เขียนยังโต้แย้งว่าการใช้ปิตาธิปไตยเป็นกรอบหลักทำให้การเมืองของขบวนการสิทธิสตรีเบี่ยงเบนไปสู่การต่อสู้เชิงอุดมการณ์และวัฒนธรรม มากกว่าการเผชิญหน้ากับอำนาจเชิงโครงสร้างของทุนและรัฐ เมื่อทฤษฎีไม่สามารถระบุศัตรูที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวย่อมถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบของการปฏิรูปบางส่วน หรือการเรียกร้องการยอมรับเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ในท้ายที่สุด ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศมีอยู่จริง แต่ย้ำว่าความสัมพันธ์เหล่านี้ต้องถูกอธิบายในฐานะส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางชนชั้นและการเอารัดเอาเปรียบภายใต้ทุนนิยม ทฤษฎีที่มีพลังทางการเมืองจึงต้องเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้หญิงเข้ากับการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจโดยรวม และเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างการเมืองร่วมของแรงงานหญิงและชายในการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยที่แท้จริง
ครอบครัวก่อนทุนนิยมและการเปลี่ยนผ่านสู่ครอบครัวแรงงาน
บทความชี้ให้เห็นว่าการกดขี่ผู้หญิงในสังคมก่อนทุนนิยมมีรูปแบบและฐานทางวัตถุที่แตกต่างจากสังคมทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง ในสังคมเกษตรกรรมหรือศักดินา ครอบครัวเป็นหน่วยการผลิตโดยตรง ผู้หญิงทำงานในกระบวนการผลิต ไม่ได้ถูกแยกออกไปทำ “งานบ้าน” อย่างที่เกิดขึ้นในทุนนิยม การมาถึงของทุนนิยมทำให้การผลิตถูกแยกออกจากครอบครัวอย่างเด็ดขาด โรงงานเข้ามาแทนที่บ้านในฐานะพื้นที่ผลิตสินค้า และแรงงานถูกแปรสภาพเป็นสินค้า สิ่งนี้เองที่ทำให้การผลิตซ้ำแรงงานกลายเป็นปัญหาสำคัญของระบบ และเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ครอบครัวแบบใหม่ถือกำเนิดขึ้น
การใช้แรงงานผู้หญิงและเด็ก: วิกฤตของทุนนิยมยุคต้น
ในช่วงต้นของทุนนิยมอุตสาหกรรม นายทุนไม่ได้สนใจบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม แต่ใช้แรงงานผู้หญิงและเด็กอย่างเข้มข้นที่สุด เพราะราคาถูกและควบคุมง่าย ผลลัพธ์คือชั่วโมงทำงานยาวนาน สุขภาพแรงงานย่ำแย่ และอัตราการตายของเด็กสูงมาก นี่คือช่วงเวลาที่ครอบครัวแรงงานแทบล่มสลาย และเป็นจุดที่รัฐและชนชั้นปกครองเริ่มตระหนักว่าการปล่อยให้ตลาดแรงงานทำงานอย่างเสรีจะทำลายฐานแรงงานของระบบเอง การสร้างครอบครัวแบบผู้ชายหาเงิน ผู้หญิงดูแลบ้าน จึงเป็นการแก้ปัญหาของทุนนิยม ไม่ใช่การสถาปนาอำนาจของผู้ชาย
อุดมการณ์ครอบครัวและบทบาทของรัฐ
บทความให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐและอุดมการณ์ในการสร้างครอบครัวแรงงาน ครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้น “โดยธรรมชาติ” แต่ถูกผลิตซ้ำผ่านกฎหมายแรงงาน การศึกษา ศาสนา และวาทกรรมศีลธรรม ผู้หญิงถูกทำให้เชื่อว่าหน้าที่แม่คือหน้าที่ทางศีลธรรม ขณะที่ผู้ชายถูกทำให้เชื่อว่าหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวคือความเป็นชาย กระบวนการนี้ถูกผลักดันจากเบื้องบน และมักขัดแย้งกับประสบการณ์จริงของแรงงาน ซึ่งค่าจ้างไม่เคยเพียงพอ และผู้หญิงไม่เคยหลุดพ้นจากการทำงานรับจ้าง
ครอบครัว: หน่วยการผลิตซ้ำแรงงานและกลไกการกดขี่ภายใต้ทุนนิยม
จากข้างต้น ครอบครัวเป็นผลจากการจัดระเบียบสังคมขึ้นใหม่ภายใต้ทุนนิยม เพื่อรองรับความต้องการของระบบการผลิตแบบค่าแรง ครอบครัวในสังคมทุนนิยมทำหน้าที่เป็นหน่วยพื้นฐานของการผลิตซ้ำแรงงาน โดยโยนภาระการดูแล การเลี้ยงดู และการฟื้นฟูแรงงานกลับไปยังพื้นที่ส่วนตัว แทนที่รัฐหรือทุนจะต้องรับผิดชอบ
ผู้เขียนยังโต้แย้งอีกว่า ความไม่เท่าเทียมภายในครอบครัวไม่สามารถอธิบายได้อย่างเพียงพอด้วยแนวคิดเรื่องอำนาจของผู้ชายเพียงอย่างเดียว แม้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายจะมีอยู่จริง แต่รูปแบบและความเข้มข้นของมันถูกกำหนดอย่างลึกซึ้งโดยเงื่อนไขทางชนชั้น ความยากจน ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และการขาดสวัสดิการสังคม ครอบครัวแรงงานภายใต้ทุนนิยมจึงเป็นพื้นที่ของความตึงเครียด การพึ่งพิง และความเปราะบาง ไม่ใช่พื้นที่แห่งอำนาจฝ่ายเดียว ทั้งนี้ระบบทุนนิยมต้องการครอบครัวในฐานะสถาบันที่ทำหน้าที่ควบคุมแรงงาน ทั้งในระดับวัตถุและอุดมการณ์ ครอบครัวทำหน้าที่ปลูกฝังค่านิยมเรื่องวินัย การเชื่อฟังอำนาจ และการยอมรับบทบาททางเพศตั้งแต่วัยเด็ก ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ดูดซับแรงกดดันทางสังคมที่เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบในที่ทำงาน ความรุนแรง ความตึงเครียด และความไม่มั่นคงถูกผลักกลับมาแก้ไขในระดับครัวเรือน แทนที่จะกลายเป็นคำถามทางการเมืองต่อรัฐและทุน
ดังนั้น การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และงานบ้านเป็นความรับผิดชอบร่วมของสังคม ผ่านบริการสาธารณะและสวัสดิการที่เป็นสากล คือเงื่อนไขสำคัญของการปลดปล่อยสตรี การต่อสู้กับการกดขี่ในครอบครัวจึงต้องเชื่อมโยงกับการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานเพื่อรัฐสวัสดิการ การทำงานที่มั่นคง และการควบคุมการผลิตโดยประชาชน ไม่ใช่แยกตัวออกเป็นการเมืองเฉพาะกลุ่ม
ทางตันทางการเมืองของทฤษฎีปิตาธิปไตย
ผู้เขียนชี้ว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดของทฤษฎีปิตาธิปไตยไม่ได้อยู่เพียงที่การอธิบายการกดขี่ผู้หญิงอย่างคลาดเคลื่อน แต่คือผลลัพธ์ทางการเมืองที่นำพาขบวนการไปสู่ทางตัน เมื่อการกดขี่ถูกอธิบายว่าเกิดจาก “ผู้ชายในฐานะกลุ่ม” การเมืองของการปลดปล่อยผู้หญิงจึงถูกจัดวางเป็นความขัดแย้งระหว่างเพศ มากกว่าความขัดแย้งทางชนชั้น ผลคือศัตรูหลักของการต่อสู้ไม่ใช่ระบบทุนนิยมอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ชายทั่วไป รวมถึงผู้ชายชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นผู้ถูกกดขี่ภายใต้ระบบเดียวกัน
กรอบคิดเช่นนี้ทำให้การสร้างแนวร่วมทางสังคมแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการปลดปล่อยผู้หญิงถูกทำให้ขึ้นอยู่กับการเอาชนะหรือ “เอาชนะทางวัฒนธรรม” เหนือผู้ชายครึ่งหนึ่งของสังคม แทนที่จะเป็นการรวมพลังของผู้ถูกกดขี่ทั้งหมดเพื่อต่อสู้กับชนชั้นปกครอง ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้ผลักขบวนการสตรีไปสู่การเมืองแบบโดดเดี่ยวและแตกแยก ซึ่งไม่สามารถท้าทายอำนาจเชิงโครงสร้างของรัฐและทุนได้จริง
ผู้เขียนยังชี้ว่าทฤษฎีปิตาธิปไตยมีแนวโน้มพาขบวนการไปสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ส่วนบุคคล ภาษา และการยอมรับเชิงวัฒนธรรม มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขวัตถุของชีวิตผู้หญิง แม้การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมจะมีความหมายในระดับหนึ่ง แต่เมื่อถูกตัดขาดจากการต่อสู้ทางชนชั้น มันไม่สามารถทำลายกลไกที่ผลิตซ้ำการกดขี่ได้ กลับกลายเป็นการจัดการกับอาการมากกว่าต้นเหตุ
ในสายตาของผู้เขียน ทางตันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลโดยตรงของการตัดการกดขี่ผู้หญิงออกจากบริบทของทุนนิยม เมื่อศัตรูถูกระบุผิด การเมืองย่อมเดินผิดทาง และขบวนการย่อมหมดพลังในการเผชิญหน้ากับอำนาจที่แท้จริง
บทสรุป: การปลดปล่อยผู้หญิงกับโครงการการเมืองของชนชั้นแรงงาน
บทความ “ความอับจนของทฤษฎีปิตาธิปไตย” ผู้เขียนยืนยันว่า ผู้หญิงชนชั้นแรงงานไม่ได้มีศัตรูหลักเป็นผู้ชายชนชั้นแรงงาน แต่เป็นระบบทุนนิยมและชนชั้นปกครองที่ได้ประโยชน์จากการแบ่งแยกแรงงานตามเพศ การทำให้ผู้หญิงต้องแบกรับภาระงานดูแลโดยไม่รับค่าจ้าง และการทำให้แรงงานแข่งขันกันเอง การปลดปล่อยผู้หญิงจึงต้องตั้งอยู่บนการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของแรงงานหญิงและชาย ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างเพศ
และการล้มล้างทุนนิยมไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นนามธรรม แต่ควรเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลงฐานวัตถุของการกดขี่ทางเพศ ตราบใดที่แรงงานยังต้องขายแรงงานเพื่อเอาชีวิตรอด และตราบใดที่การผลิตซ้ำแรงงานยังถูกผลักให้เป็นภาระส่วนตัวของครอบครัว ผู้หญิงจะยังคงถูกกดขี่ไม่ว่ารูปแบบทางวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไปเพียงใด
ในกรอบมาร์กซิสต์ที่บทความเสนอ การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยผู้หญิงไม่ใช่การต่อสู้รองจากการต่อสู้ทางชนชั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เดียวกันเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ทั้งหมดจากการเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ การเมืองที่มีพลังจึงต้องเชื่อมโยงประเด็นเพศเข้ากับการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดตั้ง การต่อสู้ในที่ทำงาน และการท้าทายอำนาจของรัฐและทุน นั่นคือ การปลดปล่อยผู้หญิงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเพศ แต่คือส่วนหนึ่งของโครงการปฏิวัติทางสังคมทั้งหมด


