หยุดสงครามโง่ๆ ที่ชนชั้นปกครองเป็นผู้ก่อ !!! ทุกวินาทีที่ชายแดนมีแต่ลูกหลานของคนจนที่ออกไปรบ

โดย กองบรรณาธิการ

                “ทุนนิยมที่เปื้อนเลือดตั้งแต่หัวจรดเท้า” John Maclean นักสังคมนิยมอังกฤษ ถูกจำคุกเพราะต้านสงครามโลกครั้งที่ 1

                สงครามและกระแสชาตินิยมที่กำลังเกิดขึ้นในไทยตอนนี้เป็นแนวการเมืองของกองทัพที่มีประวัติการทำลายประชาธิปไตยตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงเป็นแนวการเมืองของพรรคอนุรักษ์นิยมของอนุทินและคนอื่นๆ ที่พยายามสร้างอิทธิพลทางการเมือง กองทัพพยายามปลุกกระแสชาตินิยมสนับสนุนสงครามเพื่อให้กองทัพดูดี หลังจากที่กองทัพเสียคะแนนนิยมทางการเมืองรอบหลังจากการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี 2549 และ 2557 และต้องเจอการต่อต้านขนาดใหญ่และยาวนานจากขบวนการคนเสื้อแดงเมื่อปี 2550 และชบวนการคนหนุ่มสาวปี 2563 ส่วนอนุทินกับพรรคของเขาก็พยายามปลุกกระแสสงครามเพื่อจะหวังชนะการเลือกตั้ง หลังจากคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงจากความล้มเหลวในการช่วยเหลือภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ล้มเหลว

                การออกมาแสดงจุดยืนของขบวนการต้านสงคราม ขบวนการเรียกร้องสันติภาพ จึงมีความสัมพันธ์กับการสร้างประชาธิปไตยและลดความชอบธรรมของกองทัพในการแทรกแซงทางการเมือง ลดความมั่นใจของขบวนการฝ่ายขวาในการปลุกระดมมวลชนใช้เป็นนั่งร้านให้กองทัพแทรกแซงการเมือง

                ถึงแม้ในช่วงแรกๆ การต้านสงครามอาจจะดูโดดเดี่ยว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มเห็นคนกลุ่มต่างๆ เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นในการก่อสงคราม ตั้งคำถามถึงทางออกจากสงครามมากขึ้น มีคนออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามเพิ่มขึ้น ท่ามกลางกระแสคลั่งสงครามที่ทุกคนจะถูกทัวร์ลง แต่สงครามเป็นเรื่องสำคัญของกองทัพและนักการเมืองอนุรักษ์นิยม ยังไงก็จะหลีกเลี่ยงทัวร์ลงได้ยาก และมันก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย

                นอกจากนั้น มันยังมีความสำคัญต่อชีวิตปากท้องของประชาชนด้วย แทนที่จะเอาทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปในสงครามมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แก้ปัญหาน้ำท่วม ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม แต่พวกแนวชาตินิยมสงครามกลับจะเอาทรัพยากรเหล่านี้ รวมถึงชีวิตทหารชั้นผู้น้อยไปแลกกับการทำสงคราม เพื่อหวังคะแนนนิยมทางการเมือง

​มีการประเมินกันว่า งบประมาณที่ใช้ในสงครามครั้งนี้ ใช้วันละ 1-3 พันล้านบาท ถ้านับจนถึงวันที่เขียนต้นฉบับ (22 ธ.ค. 68) ก็ใช้งบประมาณไปราวๆ 15,000-30,000 ล้านบาท เท่ากับงบประมาณที่รัฐบาลอนุทินทำโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนได้ 10 ล้านคน พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย 500,000 แสนคน หรือถ้านำเงินส่วนนี้ไปสนับสนุนแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่หาดใหญ่ที่คนจำนวนมากยังล้มละลาย หรือนำเงินไปสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ยังไม่นับความเสียหายจากเศรษฐกิจชายแดน และผู้คนในศูนย์อพยพ 3-4 แสนคนที่ขาดรายได้

​สำหรับนักสังคมนิยมที่ยึดถือแนวการเมืองสากลนิยม ต่อต้านแนวชาตินิยม จะมองว่า แนวชาตินิยมเป็นแนวความคิดของชนชั้นปกครองที่พยายามจะดึงชนชั้นกรรมาชีพมาเป็นพวก เพื่อเบี่ยงเบนความเหลื่อมล้ำในสังคม ลดความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมทุนนิยม เพราะแนวชาตินิยมจะพูดถึงเพียงความ “สามัคคี” โดยไม่สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนที่เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ทหารที่ออกรบก็ล้วนแล้วเป็นลูกหลานคนจน มีคุณภาพชีวิตก็ครอบครัวย่ำแย่ บางคนไม่มีบ้านจะอยู่อาศัย บางคนคาดหวังรายได้จากกองทัพมาจุนเจือครอบครัว แต่สำหรับชนชั้นนำผู้ปกครองล้วนมีชีวิตที่สุขสบายอยู่ในเมือง และสงครามก็ไม่เคยทำลายภาพความความแตกต่างเหล่านี้ได้เลย

  ​เลนินกับทรอตสกี นักปฏิวัติสังคมนิยมลัทธิมาร์คซ์ ที่มีจุดยืนต้านสงครามต้านแนวชาตินิยมมาตลอด เสนอว่า สำหรับนักสังคมนิยมจะต้องต่อต้านชนชั้นปกครองของเราเอง ถึงแม้รัฐบาลกัมพูชาจะแย่ เป็นเผด็จการ แต่ศัตรูหลักของเราคือชนชั้นปกครองไทยที่พร้อมจะใช้อำนาจเผด็จการต่อประชาชนไทยตลอดเวลา ซึ่งพรรคประชาชนไม่เข้าใจตรงนี้ทำให้ถูกลากไปด่าชนชั้นปกครองกัมพูชา ขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา แทนที่จะวิจารณ์กองทัพไทยชนชั้นปกครองไทย สำหรับนักสังคมนิยมควรต้องชัดเจนในเรื่องนี้

​ในอดีตหลายครั้งคนอาจจะตื่นเต้นสนับสนุนสงครามเป็นส่วนใหญ่ ขบวนการต้านสงครามเป็นคนส่วนน้อยและก็จะมีทัวร์ลง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง ขบวนการต้านสงครามก็สามารถขยายใหญ่จนสามารถสร้างอิทธิพลยุติสงครามได้

​ในไทยช่วงแรกๆ คนจำนวนมากโดยเฉพาะชายแดนสนับสนุนสงครามเพราะมีการปลุกระดมจากกองทัพและฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้ดูเหมือนว่าจะเป็นสงครามครั้งสุดท้าย จะทำให้สังคมสงบถาวรโดยการทำลายศักยภาพกองทัพกัมพูชา แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีคนตายเพิ่มขึ้น มีทหารชั้นผู้น้อยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจชายแดนพัง มีคนตกงาน มีคนจำนวนมากในศูนย์อพยพต่างๆ ราว 3-4 แสนคน ไม่มีรายได้ใกล้ล้มละลาย ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ เริ่มไม่เชื่อมั่นว่าการรบกันจะนำไปสู่ภาวะปกติได้ ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย ดังนั้น กระแสคลั่งสงครามจะไม่ใช่สิ่งถาวร เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เหตุผลของขบวนการต้านสงครามจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ