กระบวนการสร้างผู้นำและพรรคปฏิวัติ

โดย คมกริต

หากใครสัมผัสความผันผวนทางการเมืองมาไม่นาน จะเห็นว่าโลกและสังคมกำลังมุ่งสู่ความโกลาหลมากยิ่งขึ้น การทำลายประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำ กระแสเหยียดเชื้อชาติ ต่อต้านผู้อพยพ สงคราม จนถึงวิกฤตโลกรวน

            ท่ามกลางวิกฤตซ้อนเหล่านี้ ผู้เขียนเห็นว่าการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองมีความสำคัญเพื่อหยุดยั้งวิกฤตเหล่านี้ ผู้เขียนจะนำบทความ ชื่อว่า “กระบวนการสร้างผู้นำ: การสร้างพรรคปัญญาชนอินทรีย์ (Cadrisation: building a party of organic intellectual)” เขียนโดย “โจเซฟ ชูนารา” สมาชิกพรรคสังคมนิยมแรงงานสหราชอาณาจักร (Socialist Workers Party UK) มาสรุปบางส่วนเพื่อยืนหยัดข้อเสนอถึงความจำเป็นของการจัดตั้งองค์กร

กระบวนการสร้างผู้นำ (Cadrisation)

         “การสร้างแกนนำ” หรือ cadrisation มีรากศัพท์มาจากศัพท์ทางการทหาร ซึ่งเดิมใช้เรียกกลุ่มนายทหารหลักที่ทำหน้าที่เป็นแกนของหน่วยรบ คำนี้ถูกนำมาใช้ในขบวนการสังคมนิยมปฏิวัติช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันหมายถึงแกนหลักของนักเคลื่อนไหวของพรรค และถือเป็นรากฐานสำคัญ แม้ว่าการเติบโตของจำนวนสมาชิกองค์กรปฏิวัตินั้นสำคัญยิ่ง แต่จะเป็นได้เพียงสำนักโฆษณาชวนเชื่อ หากขาดการสร้างแกนนำในหมู่สมาชิกที่สามารถถ่ายทอดแนวคิดการปฏิวัติได้อย่างชัดเจนและนำการต่อสู้

                ยิ่งไปกว่านั้น ในยามปกติ แนวการเมืองปฏิวัติถือเป็นของชนกลุ่มน้อยที่ขัดแย้งกับแนวคิดหลักในสังคม ในยามที่คนงานส่วนใหญ่ยังคงได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์ของชนชั้นปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชาตินิยม เสรีนิยม หรือความเชื่อในระบบตลาด ดังนั้น แกนนำของพรรคปฏิวัติจึงต้องมีความเข้าใจจัดเจนและมั่นคงพอที่จะต้านทานแรงดึงดูดของ “สามัญสำนึก” แบบทุนนิยม และสามารถยืนหยัดในจุดยืนแม้ยามที่ถูกโดดเดี่ยว

                ผู้นำที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ กระแสการต่อสู้ทางชนชั้นในระดับสูงจะสามารถเร่งและหล่อลื่นกระบวนการนี้ได้ แต่ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การต่อสู้มีขึ้นมีลง บางครั้งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ บางครั้งสร้างคำถามอันซับซ้อน หากไม่มีการทบทวนทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ประสบการณ์เหล่านั้นอาจสูญเปล่า

                การสร้างแกนนำจึงไม่ใช่กระบวนการเชิงกลไกที่เพียงจัดหลักสูตรอบรมไม่กี่ครั้งก็จะ “ผลิต” ผู้นำออกมาได้เหมือนสินค้าในโรงงาน แต่เป็นกระบวนการทางสังคมและการเมืองที่ซับซ้อน ซึ่งต้องหลอมรวมการศึกษา การปฏิบัติ ความเอาใจใส่และวัฒนธรรมการถกเถียงเข้าด้วยกัน

มรดกบอลเชวิค

                บทเรียนจากเลนินมีประโยชน์ยิ่งในการเริ่มต้นทำความเข้าใจกระบวนการสร้างผู้นำ พรรคบอลเชวิคยังคงเป็นองค์กรเดียวในประวัติศาสตร์ที่นำกรรมาชีพควบคู่ไปกับกลุ่มผู้ถูกกดขี่ไปสู่ชัยชนะในการปฏิวัติสังคมนิยม แม้ว่าการปฏิวัติครั้งนั้นจะไม่สามารถอยู่รอดจากความพ่ายแพ้ภายใต้สตาลิน ปัญหาที่พวกเขาเผชิญไม่ได้มีความเฉพาะเจาะจงในสังคมของพวกเขา แต่มีรากฐานมาจากระบบทุนนิยม จิตสำนึกต่างระดับภายในชนชั้นแรงงาน การเผชิญหน้ากับรัฐทุนนิยม การต่อสู้เพื่อการปฏิรูปโดยไม่จำนนต่อลัทธิปฏิรูป และความสัมพันธ์ระหว่างการขูดรีดแรงงานกับรูปแบบการกดขี่ต่าง ๆ

                หัวใจของแนวคิดเลนินคือ พรรคปฏิวัติไม่ใช่ภาพสะท้อนของจิตสำนึกทั่วไป แต่เป็นองค์กรของชนชั้นแรงงานที่ก้าวหน้าที่สุด ผู้แตกหักจากมุมมองโลกแบบทุนนิยม และมุ่งมั่นจะโค่นล้มมัน พรรคมีหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อสู้จริง เสริมสร้างความมั่นใจและพลังของคนงาน พร้อมทั้งยกระดับแนวคิดทางการเมืองของพวกเขาไปพร้อมกัน

                ในสถานการณ์ปฏิวัติ กลุ่มกรรมาชีพที่ “ก้าวหน้า” สามารถเติบโตดั่งมหาสมุทร โดยพรรคปฏิวัติมีบทบาทรวมพลังของมวลชนชนชั้นแรงงานเพื่อเผชิญหน้ากับรัฐทุนนิยม บดขยี้รัฐและแทนที่ด้วยองค์กรประชาธิปไตยของชนชั้นแรงงาน แต่การสรุปแบบนี้ ไม่ได้หมายถึงปฏิสัมพันธ์เชิงกลไกโดยตรงระหว่างพรรคปฏิวัติกับชนชั้นแรงงาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ลัทธิสตาลินกุเรื่องคำทำนาย “ลัทธิเลนิน” นำพาชนชั้นแรงงานไปสู่ชัยชนะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ความจริงนั้นต่างออกไป

กรรมาชีพบอลเชวิคในการปฏิวัติ 1917

                การลุกฮือในเดือนกุมภาพันธ์ 1917 ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยปราศจากผู้นำโดยสิ้นเชิง มีกลุ่มกรรมาชีพรากหญ้าจำนวนมากพอสมควรซึ่งผ่านการฝึกฝนแนวทางสังคมนิยมปฏิวัติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งคอยเสนอทิศทางในสนามจริง ดังที่ ลีออน ทรอตสกี สะท้อนออกมาในหนังสือ History of the Russian Revolution ถึงสหายคายูรอฟ กรรมกรโรงงานอิริคสัน (Erikson) ในเปโตรกราดและเป็นสมาชิกบอลเชวิคนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรในปี 1903 โน้มน้าวทหารม้าคอสแซคให้คุ้มครองขบวนกรรมาชีพจากตำรวจซาร์ และมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิวัติที่นำไปสู่การสลายตัวของระบอบซาร์และรัฐบาลเฉพาะกาลของชนชั้นนายทุน

                เหตุการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 1917 เป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อการลุกฮือปะทุขึ้น ผู้นำบอลเชวิคหลายคนยังอยู่ในคุกหรือลี้ภัย องค์กรส่วนกลางอยู่ในสภาพสับสน แต่การปฏิวัติก็ยังเกิดขึ้นได้ เพราะมีคนงานจำนวนมากที่ผ่านการหล่อหลอมทางการเมืองมาแล้วในช่วงหลายปีก่อนหน้า คนงานเหล่านี้สามารถตัดสินใจในสถานการณ์เฉพาะหน้า ชี้นำมวลชน และแม้แต่ดึงทหารบางส่วนมาอยู่ข้างการปฏิวัติ

                ความสำเร็จของบอลเชวิคไม่ได้เกิดจากวินัยเหล็กหรือโครงสร้างรวมศูนย์อย่างเดียว แต่เกิดจากการมีเครือข่ายแกนนำในหมู่ชนชั้นแรงงานที่สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างยืดหยุ่น

ผู้นำในบริบทการปฏิวัติ

                ก่อนปี 1917 เลนินให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างองค์กรนักปฏิวัติมืออาชีพ งานอย่าง What Is to Be Done? มักถูกตีความอย่างผิวเผินว่าเป็นการยกย่องพรรคปัญญาชนและดูหมิ่นความคิดริเริ่มของคนงาน แต่ในความเป็นจริง เลนินมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายนักจัดตั้งที่มีรากฐานในชนชั้นแรงงาน และสามารถขยายขอบเขตการต่อสู้จากปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไปสู่การเมืองระดับชาติ

                เขาโจมตีลัทธิเศรษฐกิจนิยมที่จำกัดการต่อสู้ของคนงานไว้เพียงการเรียกร้องค่าแรงหรือสภาพการทำงาน โดยย้ำว่าหากปราศจากทฤษฎีปฏิวัติ ก็ไม่อาจมีขบวนการปฏิวัติได้ ทฤษฎีในที่นี้ไม่ใช่การท่องจำตำรา แต่เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้

                ในขณะเดียวกัน เลนินก็ยืนกรานว่าการยกระดับคนงานให้กลายเป็นนักปฏิวัติมืออาชีพเป็นภารกิจสำคัญ เขาไม่ต้องการลดระดับการเมืองให้สอดคล้องกับสามัญสำนึกของมวลชน แต่ต้องการยกระดับมวลชนให้สามารถคิดและปฏิบัติในระดับเดียวกับผู้นำทางการเมืองได้

                อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การปฏิวัติปี 1905 แสดงให้เห็นข้อจำกัดของรูปแบบองค์กรที่เน้นความลับและการรวมศูนย์อย่างเดียว เมื่อมวลชนลุกขึ้นสู้ในวงกว้าง กลุ่มแกนนำบางส่วนกลับตามไม่ทันพลังของการเคลื่อนไหว นี่ทำให้เลนินต้องปรับแนวคิด ยอมรับความจำเป็นในการเปิดองค์กรให้กว้างขึ้น และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของมวลชน

                บทเรียนสำคัญคือ การสร้างแกนนำไม่ใช่การเลือกคนเก่งไม่กี่คนมาฝึกอบรม หากแต่เป็นกระบวนการโต้ตอบอย่างต่อเนื่องระหว่างพรรคกับชนชั้น ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ และระหว่างผู้นำกับมวลชน

บทเรียนจากทรอตสกี

                หลังความพ่ายแพ้ของการปฏิวัติรัสเซียและการผงาดขึ้นของลัทธิสตาลินหลังปี 1928 ทรอตสกีมีบทบาทสำคัญในการรักษาแก่นแท้ของแนวทางบอลเชวิค แม้ทรอตสกีจะแสดงถึงความเฉียบแหลมเพียงใด ความโดดเดี่ยวและการถูกปราบปราม ทั้งจากน้ำมือของทั้งฝ่ายทุนนิยมตะวันตกและฝ่ายระบอบทุนนิยมโดยรัฐสตาลิน ได้นำไปสู่มรดกคู่ขนาน

                ในด้านหนึ่ง การผลิตงานเขียนอันแหลมคมและแรงบันดาลใจที่ฉายแววออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในอีกด้านคือ เกิดกลุ่มผู้ติดตามที่กระจัดกระจาย ความห่างเหินจากชนชั้นแรงงานในวงกว้าง และการวิเคราะห์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

                แม้ทรอตสกีจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาและการคัดเลือกแกนนำ แต่องค์กรที่ขาดการเชื่อมโยงกับการต่อสู้จริงของคนงานก็ไม่สามารถผลิตผู้นำที่มีชีวิตชีวาได้ การพยากรณ์ที่มองว่าทุนนิยมกำลังจะล่มสลายในระยะสั้นยิ่งทำให้การวิเคราะห์คลาดเคลื่อน และถูกทำให้แข็งทื่อกลายเป็นลัทธิในหมู่ผู้ติดตามบางส่วน

                บทเรียนจากกรณีของทรอตสกีคือ แนวคิดเรื่องแกนนำและพรรคไม่สามารถแยกออกจากบริบททางสังคมได้ หากขาดฐานมวลชน การเน้น “การสร้างผู้นำ” ก็อาจกลายเป็นเพียงพิธีกรรมภายในกลุ่มเล็ก ๆ ที่ตัดขาดจากชนชั้นแรงงาน

เลนินในมุมมองลูคาช

                จอร์จ ลูคาช มาร์กซิสต์ชาวฮังการี เสนอการวิเคราะห์เลนินในฐานะนักทฤษฎีปฏิวัติที่มอง “ความเป็นจริงของการปฏิวัติ (Actuality of the Revolution)” เป็นแกนกลางของความคิด นั่นหมายถึงการประเมินทุกปัญหาในชีวิตประจำวันโดยเชื่อมโยงเข้ากับภาพรวมของกระบวนการทางสังคมและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง

                สำหรับลูคาช ทฤษฎีไม่ใช่สิ่งที่แยกขาดจากการปฏิบัติ แต่เป็นเครื่องมือที่บรรลุความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นรูปธรรม พรรคปฏิวัติจึงต้องมีทั้งความมั่นคงในหลักการและความยืดหยุ่นในการเรียนรู้จากการต่อสู้จริง

                แต่ข้อจำกัดของลูคาช คือแนวโน้มที่จะมองพรรคในฐานะศูนย์รวมของจิตสำนึกชนชั้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การมองข้ามความขัดแย้ง ความผิดพลาด และกระบวนการเรียนรู้ภายในพรรค เพราะการเมืองเป็นเรื่องซับซ้อนและวุ่นวายเช่นเดียวกับตัวมนุษย์ซึ่งเป็นองค์กระกอบของพรรคปฏิวัติ

ปัญญาชนอินทรีย์ของกรัมชี

                อันโตนิโอ กรัมชี เสนอกรอบคิดเกี่ยวกับการสร้างแกนนำผ่านแนวคิด “ปัญญาชนอินทรีย์” สำหรับกรัมชี มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพทางปัญญา แต่ในสังคมชนชั้น จะมีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับบทบาทในการผลิตและเผยแพร่ความคิด ชนชั้นที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมจำเป็นต้องสร้างปัญญาชนของตนเอง ซึ่งไม่แยกขาดจากมวลชน แต่ผูกพันกับประสบการณ์และการต่อสู้ของชนชั้นนั้นอย่างแนบแน่น

                ในกรณีของชนชั้นแรงงาน พรรคปฏิวัติคือเครื่องมือสำคัญในการหล่อหลอมปัญญาชนอินทรีย์ สมาชิกพรรคทุกคนในความหมายหนึ่งจึงเป็น “ปัญญาชน” เพราะมีหน้าที่คิด วิเคราะห์ จัดตั้ง และชี้นำ ไม่ใช่เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง

                การพัฒนาปัญญาชนอินทรีย์ไม่ได้หมายถึงการดึงคนงานออกจากการต่อสู้ไปหมกมุ่นกับการอ่านตำรา หากแต่เป็นการผสานการเรียนรู้ทางทฤษฎีเข้ากับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในชีวิตจริง ปัญญาชนอินทรีย์คือผู้จัดตั้ง นักจูงใจ และผู้นำทางการเมือง ที่สามารถตั้งคำถาม “จะทำอะไร” และตอบคำถามนั้นร่วมกับผู้อื่น

                ในขณะเดียวกัน กรัมชีย้ำว่าการยกระดับทางปัญญาของมวลชนเป็นภารกิจทางการเมือง ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย พรรคปฏิวัติต้องสร้างวัฒนธรรมการถกเถียง การเรียนรู้ และการท้าทายอุดมการณ์กระแสหลัก เพื่อให้ขบวนการมีความสามารถในการโต้แย้งและนำเสนอทางเลือกต่อสังคม

การสร้างแกนนำในบริบทร่วมสมัย

                ในโลกปัจจุบัน การเมืองทุนนิยมมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น การแตกกระจายของชนชั้นแรงงาน รูปแบบการจ้างงานที่ไม่มั่นคง และอิทธิพลของสื่อกระแสหลัก ทำให้การสร้างแกนนำเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ แกนนำไม่เพียงต้องเข้าใจทฤษฎีมาร์กซิสต์คลาสสิก แต่ยังต้องสามารถวิเคราะห์ประเด็นร่วมสมัย เช่น จักรวรรดินิยม สงคราม ชาติพันธุ์ เพศสภาพ และวิกฤตสิ่งแวดล้อม

                การสร้างแกนนำไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง หากแต่เป็นเงื่อนไขของการปลดปล่อยตนเองของชนชั้นแรงงาน พรรคปฏิวัติไม่ใช่ผู้กระทำแทนมวลชน แต่คือเครื่องมือชี้นำให้มวลชนสามารถกระทำได้อย่างมีสติและมีทิศทาง

                บทเรียนจากเลนิน ทรอตสกี ลูคาช และกรัมชี ชี้ให้เห็นตรงกันว่า การหล่อหลอมผู้นำต้องอาศัยทั้งการฝังรากในชนชั้นแรงงาน การพัฒนาทฤษฎีอย่างจริงจัง และวัฒนธรรมการอภิปรายที่เปิดกว้าง แกนนำที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่คือผู้ที่สามารถตั้งคำถามที่ถูกต้อง ร่วมเรียนรู้จากการต่อสู้ และนำพาผู้อื่นไปสู่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับโลกและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงมัน

ท่ามกลางวิกฤตซ้อนเหล่านี้ ผู้เขียนเห็นว่าการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองมีความสำคัญเพื่อหยุดยั้งวิกฤตเหล่านี้ ผู้เขียนจะนำบทความ ชื่อว่า “กระบวนการสร้างผู้นำ: การสร้างพรรคปัญญาชนอินทรีย์ (Cadrisation: building a party of organic intellectual)” เขียนโดย “โจเซฟ ชูนารา” สมาชิกพรรคสังคมนิยมแรงงานสหราชอาณาจักร (Socialist Workers Party UK) มาสรุปบางส่วนเพื่อยืนหยัดข้อเสนอถึงความจำเป็นของการจัดตั้งองค์กร

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ