โดย วัฒนะ วรรณ
ภาระหน้าที่หลักของกรรมาชีพทั้งชนชั้นคือการรวมตัวกันต่อสู้ ไม่ประนีประนอมกับชนชั้นนายทุนที่เป็นชนชั้นปกครองด้วย กรรมาชีพจะต้องนำสังคมปฏิวัติไปสู่สังคมนิยม โดยไม่หลงเชื่อว่าจะมีนายทุนคนใดมาเป็นตัวแทนกรรมาชีพได้จริงๆ มีแต่การต่อสู้ในรูปแบบนี้เท่านั้นที่สามารถปลดแอกบนบ่าได้อย่างแท้จริง
ในประวัติศาสตร์แต่ละยุคที่ผ่านมา จะเห็นได้ทุกสังคมได้แบ่งออกเป็นชั้นต่างๆ ที่แตกต่างหลากหลาย มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันที่แตกต่างกันไป เจ้า ขุนนาง ผู้ดี อัศวิน สามัญชน ไพร่ ทาส ช่างฝีมือ นายทุน กรรมาชีพ ชนชั้นกลาง ปัจจุบันทั่วโลกเป็นระบบทุนนิยมจึงเหลือแค่สองชนชั้นหลักนายทุนกับกรรมาชีพ และมีชนชั้นกลางอยู่ระหว่างสองชนชั้นนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มชนชั้นที่ภายในมีหลายชั้นชน
นักมาร์กซิสต์ไม่ได้แบ่งชนชั้นตาม รสนิยม ค่านิยม วิถีชีวิต หรือการแต่งกาย แต่พิจารณาที่ความสัมพันธ์ทางการผลิต ใครครอบครองปัจจัยการผลิตก็จะครอบครองผลผลิตและมีอำนาจควบคุมสังคม และใครไร้ปัจจัยการผลิตต้องขายแรงงานเลี้ยงตัวเองจะไร้อำนาจควบคุมสังคม กรรมาชีพไร้ปัจจัยการผลิตต้องทำงานให้นายทุนโดยรับค่าจ้างเป็นการตอบแทนเพื่อดำรงชีพ ส่วนนายทุนถือปัจจัยการผลิตเมื่อขายผลผลิตแล้ว นำบางส่วนจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงาน ส่วนที่เหลือเป็นกำไรเก็บสะสมเพื่อนำไปลงทุนต่อขยายการลงทุนไปเรื่อย ๆ
กรรมาชีพจำเป็นต้องไปทำงานกับนายทุนไม่มีทางเลือกอื่น ในการผลิตสินค้าจะต้องมีปัจจัยการผลิต เช่น เครื่องมือเครื่องจักร สถานที่ทำงาน วัตถุดิบ เชื้อเพลิง ซึ่งกรรมาชีพไม่มีปัจจัยการผลิตเหล่านี้ นายทุนเป็นผู้ครอบครองเพียงผู้เดียว ดังนั้นในการดำรงชีพของตนเองและครอบครัว กรรมาชีพจึงต้องไปรับจ้างนายทุนทำงาน
ความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนกับกรรมาชีพมีลักษณะที่พึ่งพากันและขัดแย้งกันเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน นายทุนควบคุมกรรมาชีพควบคุมการผลิตสินค้าและบริการอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่ากรรมาชีพจะสร้างผลผลิตได้ราบรื่นไม่สะดุด การควบคุมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับค่าจ้าง สวัสดิการ สิทธิ กฎข้อบังคับ ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อีกฝ่ายจะเสียประโยชน์ มันมีสภาพเป็นความขัดแย้ง เมื่อความขัดแย้งสะสมได้ถึงระดับหนึ่งมันก็จะแสดงออกผ่านการต่อสู้ของกรรมาชีพในหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบปัจเจกด่านินทาเจ้านายจนไปถึงระดับรวมหมู่ จลาจล ประท้วง นัดหยุดงาน เผาโรงงาน ทำลายเครื่องจักรกล หรือจับนายจ้างเป็นตัวประกัน การนัดหยุดงานทุกครั้งทำให้กรรมาชีพคิดถึงสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คิดถึงสังคมที่ไร้ชนชั้นเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน จะนำไปสู่การต่อสู้ของกรรมาชีพทั้งชนชั้นเพื่อปลดแอกตนเองจากการกดขี่ของนายทุน
อำนาจของชนชั้นนายทุนที่มีตัวแทนไปเป็นชนชั้นปกครอง มาจากอำนาจที่จะควบคุมทรัพยากรและมูลค่าต่างๆ ที่คนธรรมดาผลิตในวันทำงาน มันเป็นอำนาจในการคุมระบบการผลิตกับชีวิตงาน มันเลยไปถึงอำนาจในการคุมกองทัพ สื่อ และนำไปสู่การควบคุมอำนาจรัฐ
นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์มองว่ากรรมาชีพต้องปลดแอกตนเองถึงจะมีเสรีภาพจริง แต่ต้องเข้าใจการตัดสินใจของกรรมาชีพบนพื้นฐานเหตุผลด้วย บางครั้งกรรมาชีพก็ยังมีแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสหลักของผู้ปกครอง แนวคิดล้าหลังของพวกฝ่ายขวา เช่น แนวคิดชาตินิยม การสนับสนุนสงคราม มองการทำแท้งเป็นบาป ไม่สนับสนุนสิทธิและความหลากหลายทางเพศ มันกระตุ้นให้นักมาร์คซิสต์ต้องขยันในการสร้างพรรคปฏิวัติ จัดตั้งทางความคิด ปลุกระดมกรรมาชีพ ให้ปลดแอกตนเองด้วยแนวคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์
ปัจจุบันชนชั้นกรรมาชีพในไทยมีหลายเชื้อชาติหลายอาชีพ กรรมาชีพไม่ได้แค่ทำงานในโรงงานเท่านั้น มีคนที่ทำงานในภาคบริการ ครู อาจารย์ หมอ พยาบาล คนขับรถไฟ คนงานไอที ไรเดอร์ หรือขายสินค้าในห้างก็ล้วนเป็นกรรมาชีพทั้งนั้น ระบบทุนนิยมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ลักษณะการทำงานรูปแบบการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการขูดรีดส่วนเกินเพื่อสร้างกำไร นายทุนจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีกรรมาชีพ แต่กรรมาชีพจะอยู่ได้และมีความสุขมากขึ้นถ้าไม่มีนายทุน
มองอำนาจรัฐปัจจุบันถึงแม้เผด็จการทหารจะถอยไปอยู่หลังฉากแล้ว แต่ใช้วิธีสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้เข้ามาบริหารประเทศ รวมไปถึงองค์กรอิสระต่างๆ แต่ก็ต้องไม่คิดไปว่า พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน เป็นพรรคของชนชั้นล่าง ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะมีปัญหากับกลุ่มคนชั้นนำอื่น หลังจากเคยไปเป็นนายหน้าให้เผด็จการทหาร ถึงแม้พรรคไทยรักไทยในอดีตมีนโยบายให้ประโยชน์กับคนจนจริง แต่ก็สนับสนุนทุนนิยมเสรีเต็มที่ มีการเซ็นต์สัญญาการค้าเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่วนพรรคอนาคตใหม่พรรคก้าวไกลแม้จะเคยมีนโยบาย “รัฐสวัสดิการ” ที่ให้ประโยชน์กับคนจน แต่ปัจจุบันก็ไม่ถูกพูดถึงนานแล้ว กลายเป็นการจัดสวัสดิการแบบแยกส่วนในบางเรื่องแทนและที่สำคัญไม่ให้ความสำคัญกับการเก็บภาษีคนรวยบริษัทใหญ่ๆ เพิ่มด้วยอัตราก้าวหน้า

นอกจากนั้นพรรคประชาชนกับพรรคไทยรักไทยยังมีลักษณะคล้ายกันอยู่หลายเรื่อง เช่น ข้อแรก เป็นพรรคเสรีนิยมปฏิรูปคล้ายๆ กัน มีความมุ่งหมายจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต ขยายอัตรากำไรของบริษัทต่างๆ กระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจ ข้อสอง การเริ่มต้นก่อร่างสร้างพรรคขึ้นมามีความพยายามเอาใจคนหลายกลุ่ม มีส่วนผสมของนักประชาธิปไตย อดีตฝ่ายซ้าย ขบวนการแรงงาน นักกิจกรรมทางสังคม นักพัฒนาเอกชน เทคโนแครตเสรีนิยม
ด้วยความที่พรรคประชาชนเป็นพรรคเสรีนิยมที่มีเป้าหมายในการเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องประนีประนอมกับกลุ่มทุนหลายเรื่องเพื่อแสดงความเชื่อมั่น จึงมีการดึงนักบริหารธุรกิจที่มีประสบการณ์ กลุ่มเทคโนแครต กลุ่มทุนขนาดกลางเข้ามาในพรรคเพิ่มขึ้น โดยพวกเขาเลือกที่จะยังไม่ทำงานร่วมกับกลุ่มทุนใหญ่ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากภายในพรรคยังมีคนชั้นล่างกลุ่มอื่นๆ ที่พรรคยังต้องการการสนับสนุนอยู่ ถึงแม้บางครั้งอาจจะถูกมองว่าเป็นเพียงไม้ประดับภายในพรรคก็ตาม เช่น กลุ่มแรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางเพศ เมื่อพรรคประชาชนไม่ใช่พรรคซ้าย ไม่ใชพรรคสังคมนิยม ไม่ใช่พรรคแรงงาน ถ้าเป็นพรรคเหล่านี้การต่อสู้กับนายทุนก็จะมีขบวนการแรงงานหนุนหลังในการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ให้ประโยชน์กับแรงงาน แต่เมื่อเป็นพรรคเสรีนิยมน้ำหนักความสำคัญของนโยบายจะเน้นที่นโยบายเสรีนิยมมากกว่า
แต่ก็มีข้อแตกต่างด้วย พรรคไทยรักไทยใช้แนวเศรษฐกิจคู่ขนานระหว่างเสรีนิยมกับเคนส์ ที่มีหลายนโยบายเอาใจคนจน แต่พรรคประชาชนมีแนวโน้มจะเน้นไปที่แนวเสรีนิยมอย่างเดียว เน้นวินัยการคลัง ประสิทธิภาพทางการคลัง และสวัสดิการแยกส่วน
การประนีประนอมของพรรคประชาชนส่วนหนึ่งก็มาจากถูกปราบหลายรอบด้วย รวมถึงจุดยืนการเมืองที่ไม่ชัดเจนในเรื่องชาตินิยมและสงคราม การที่พรรคประชาชนเลือกสนับสนุนสงครามของกองทัพภายใต้ข้ออ้างสนับสนุนการปรามขบวนการสแกมเมอร์จะทำให้ข้อเสนอการปฏิรูปกองทัพอ่อนแรงลง การแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคและตัดสิทธิ์การเมืองแกนนำหลายคน การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยอมทำข้อตกลงกับพรรคภูมิใจไทยที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมจนถูกหักหลังก็ทำให้มวลชนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึงจุดยืนต่อการร่วมกับพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ในการเลือกตั้งปัจจุบันในภาพใหญ่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน มีไอเดียในการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีนิยมไม่ต่างกัน แต่การให้น้ำหนักกับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ จะแตกต่างกัน ทั้งสองพรรคต้องการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการของเศรษฐกิจไทยให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกำไรให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อให้มีการขยายการลงทุน เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจโตในท้ายที่สุด การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตแบบนี้จะทำให้ราคาสินค้าสำหรับยังชีพของกรรมาชีพถูกลง จะทำคุณภาพชีวิตของกรรมาชีพดีขึ้น โดยที่นายจ้างไม่ต้องเพิ่มค่าจ้างมากนัก กรรมาชีพจะรู้สึกว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่การขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจะยิ่งเพิ่มขึ้น อัตรากำไรบริษัทเพิ่มขึ้น
ถึงแม้จะมีการลดค่าครองชีพให้กับกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนเด็ก คนชรา อุดหนุนการเดินทาง พักหนี้ ลดค่าไฟ หรือสวัสดิการอื่นๆ จะทำให้กรรมาชีพ ชาวนาจน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ ถ้าไม่มีการเก็บภาษีคนรวย บริษัทใหญ่ๆ เพิ่มในอัตราก้าวหน้า เพื่อนำมาสร้างรัฐสวัสดิการแบบครบวงจร

