โดย โทมัส เทงเกลี-อีแวนส์
แปลและเรียบเรียงโดย คมกริต
3 มกราคม 2026
ต้นฉบับ https://socialistworker.co.uk/news/hands-off-venezuela-no-to-trumps-invasion/
โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้ “จับกุม” ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา หลังจากการโจมตีทางอากาศในประเทศแถบละตินอเมริกา ซึ่งเป็นการโจมตีของพวกจักรวรรดินิยมที่อุกอาจและโจ่งแจ้ง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ปลุกปั่นความรุนแรง และทำให้ละตินอเมริกากลายเป็นสนามเล่นของทุนอเมริกัน
เขากล่าวว่าสหรัฐฯ “ได้ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลา” และ “จับกุมและนำตัวมาดูโรและภรรยาออกนอกประเทศ” มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า มาดูโร ซึ่งมีค่าหัว 38 ล้านปอนด์ จะถูกนำตัวขึ้นศาล และประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดจะแถลงข่าวในวันเสาร์ เวลา 16.00 น. ตามเวลาอังกฤษ
การโจมตีทางอากาศในกรุงการากัสและการลักพาตัวมาดูโรเป็นการยกระดับครั้งสำคัญในแผนของทรัมป์เพื่อรื้อฟื้นการควบคุมของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา รัฐบาลของเขาได้เสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียนภายใต้ข้ออ้างในการโจมตี “เรือขนยาเสพติด” และเรียกร้อง “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” ในเวเนซุเอลา
สหรัฐฯ เคยพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลามาตั้งแต่สมัยที่ฮูโก ชาเวซ ผู้เป็นนักสังคมนิยม ได้รับเลือกตั้งในปี 1999 ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้ามาดูโร รวมถึงความพยายามก่อรัฐประหารที่อื้อฉาวในปี 2002 ซึ่งถูกหยุดยั้งได้ด้วยการระดมมวลชนครั้งใหญ่ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง
สหรัฐฯ เคยเข้าแทรกแซงประเทศอื่น ๆ ในละตินอเมริกา โดยให้การสนับสนุนความพยายามก่อรัฐประหารและกองกำลังฝ่ายปฏิกิริยา แต่การแทรกแซงทางทหารโดยตรงครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จอร์จ บุช ซีเนียร์ โค่นล้มมานูเอล โนริเอกา อดีตผู้นำเผด็จการหุ่นเชิดของสหรัฐฯ ในปานามา เมื่อปี 1989
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น? ก็เพราะมันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (NSS) ของทรัมป์ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม ในยุทธศาสตร์นี้ ทำเนียบขาวได้วางกลยุทธ์ใหม่เพื่อต่อสู้กับการเสื่อมถอยของอำนาจครอบงำของสหรัฐฯ และความสามารถในการครอบงำโลก
เอกสารนี้กล่าวถึงว่า “สหรัฐอเมริกาปฏิเสธแนวคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการครอบงำโลกสำหรับตนเอง” และระบุว่ากำลัง “ยุติการทดลองที่ผิดพลาดของอเมริกาในการข่มขู่” รัฐต่างๆ ในตะวันออกกลาง “ให้ละทิ้งรูปแบบการปกครองดั้งเดิมของตน” แต่ไม่ได้หมายความว่าจักรวรรดินิยมของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดลง—ตรงกันข้าม มันเป็นการเปลี่ยนไปสู่จักรวรรดินิยมที่แสวงหาผลประโยชน์อย่างเปิดเผยมากขึ้น และเป็นการมุ่งเน้นใหม่ในการครอบงำสิ่งที่เรียกว่าซีกโลกตะวันตก—ก็คือทวีปอเมริกาและกรีนแลนด์
คู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ คือจีน ซึ่งได้สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐต่างๆ ในละตินอเมริกา รวมถึงเวเนซุเอลา แม้ว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติจะลดความสำคัญของการที่สหรัฐฯ มุ่งต่อกรจีนลงไปมาก แต่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทั้งสองประเทศก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายเหล่านี้ สหรัฐฯ หวังว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลาจะทำให้สหรัฐฯ ควบคุมทวีปนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และสร้างความหวาดหวั่นให้กับทุกฝ่ายที่ต้องการท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ
เวเนซุเอลาเป็นเสมือนแสงสว่างให้กับฝ่ายซ้าย ขบวนการก้าวหน้า และการต่อต้านจักรวรรดินิยมในช่วงทศวรรษ 2000 ชาเวซขึ้นสู่อำนาจในปี 1991 ท่ามกลางการต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่จากประชาชน ในปี 1989 การลุกฮือที่การากัสโซ (Caracazo Uprising) ก่อให้เกิดคลื่นแห่งการต่อต้านในหมู่คนงานและคนยากจนต่อ “มาตรการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ที่เรียกร้องโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชนชั้นปกครองของเวเนซุเอลาไม่เคยยอมรับความชอบธรรมของชาเวซ หรือสิทธิของคนงานและคนยากจนในการมีเสียงทางการเมือง
แต่ถึงแม้หลังจากที่ชาเวซได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ยังคงมีการระดมพลและจัดตั้งองค์กรของประชาชนในระดับสูง ซึ่งทำให้การรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และความพยายามก่อวินาศกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในเวเนซุเอลา เช่น การปิดโรงงานของกลุ่มผู้มีอำนาจในอุตสาหกรรมน้ำมันที่คุกคามเศรษฐกิจในปี 2003 ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วนั้น ถูกยับยั้งลงได้
มาดูโรเป็นเพียงเสียงสะท้อนจางๆ ของชาเวซ ผู้เสียชีวิตในปี 2013 ระบบราชการที่ไร้การตรวจสอบและการทุจริตเติบโตขึ้นรอบๆ พรรค United Socialist of Venezuela (PSUV) ที่ปกครองประเทศ ในขณะที่ชาวเวเนซุเอลาทั่วไปเผชิญกับวิกฤตทางสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น บั่นทอนกำลังใจและทำลายฐานเสียงชนชั้นแรงงานของ PSUV เมื่อเทียบกับช่วงสูงสุดของ “กระบวนการโบลิวาเรียน” ในช่วงทศวรรษ 2000 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายซ้ายและขบวนการแรงงานไม่ควรลังเลหรือแสดงความกังวล การโค่นล้มมาดูโรโดยสหรัฐฯ จะยิ่งทำให้การต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยในเวเนซุเอลาและทั่วละตินอเมริกาต้องถอยหลัง

