ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติลัทธิมอนโรและความก้าวร้าวของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ในสภาพการเมืองโลก เราจะเข้าใจและมีจุดยืนก้าวหน้าต่อการที่สหรัฐโจมตีเวเนซุเอลาและลักพาตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร กับภรรยา อย่างไร? 

ในประการแรกการถกเถียงกันว่าพฤติกรรมนี้ของทรัมป์ขัดกับ “กฎหมายระหว่างประเทศ” หรือไม่ เป็นการเสียเวลาและเบี่ยงเบนประเด็นหลัก เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง “กฎหมายระหว่างประเทศ” หรือแม้แต่กฎหมายภายในประเทศ ไม่เคยเป็นกลางและไม่เคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิสำหรับผู้มีอำนาจ ทรัมป์ถึงกับบอกนักข่าวก่อนการไปจับ มาดูโร ว่าจะไม่ขออนุญาตรัฐสภา และ “เราจะบุกเข้าไปฆ่าคนหน้าตาเฉยและหลายคนจะตาย โอเคไหม?” เราเห็นทัศนะแบบนี้ชัดเจนในกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในปาเลสไตน์ การทำสงครามของตะวันตกในอิรักหรืออัฟกานิสถานภายใต้ข้ออ้างเท็จ การบุกยูเครนของรัสเซีย การก่อรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปไตย หรือแม้แต่ในสงครามระหว่างไทยกับเขมร สรุปแล้วชนชั้นปกครองและจักรวรรดินิยมมันใช้หรือฝืนกฎหมายตามใจชอบเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และถ้าสมมุติว่าเรามองว่าการกระทำของทรัมป์ผิดกฏหมายคำถามคือใครจะมาลงโทษคนผิด? เราทราบดีว่าสหรัฐมีประวัติของการทำตัวเป็นโจรเจ้าพ่อทั่วโลกผ่านการรุกรานหลายๆ ประเทศ กับการวางแผนและส่งเสริมรัฐประหาร นอกจากนี้การรุกรานเวเนซุเอลากระทำไปภายใต้ข้ออ้างเท็จเรื่องการปราบยาเสพติด แต่ในกรณีนี้ไม่มีการอ้างว่าเพื่อปราบสแกมเมอร์!

การมอบรางวัลสันติภาพโนเบลปีที่แล้วให้ มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่เป็นนักการเมืองฝ่ายขวาของเวเนซุเอลา เป็นการส่งสัญญาณว่าชนชั้นปกครองยุโรปพร้อมจะสนับสนุนการล้มระบบในเวเนซุเอลาของสหรัฐ ทั้งๆ ที่ผู้นำของบางประเทศเช่นฝรั่งเศสหรือสเปนกลัวที่จะสนับสนุนวิธีการของทรัมป์อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา แต่เป็นที่น่าสนใจว่ารัฐบาลทรัมป์มองว่า มาชาโด ไม่มีมวลชนสนับสนุนภายในเวเนซุเอลาเพียงพอ ดังนั้นทรัมป์กำลังหาทางเจรจากับ เดลซี โรดริเกซรองประธานาธิบดีของ มาดูโร ซึ่งทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าทรัมป์ไม่มั่นใจว่าจะยึดประเทศได้ง่ายๆ

บางคนมองว่าการบุกเวเนซุเอลาเป็น “สงครามเพื่อน้ำมัน” แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นและสหรัฐมีน้ำมันของตนเองเพียงพอ ถ้าจะเข้าใจความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของทรัมป์ เราจะต้องไปดู “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (NSS) ของทรัมป์ที่ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว

“ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” ฉบับนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของความคิดของชนชั้นปกครองสหรัฐในยุคนี้ ในประการแรกมันตั้งอยู่บนพื้นฐานการยอมรับว่าสหรัฐไม่ได้เป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการทหารเหมือนเดิม แต่แน่นอนไม่ได้พูดแบบนั้นตรงๆ ทรัมป์โอ้อวดตามนิสัยใจคอของตนว่ายุทธศาสตร์นี้จะรักษาความยิ่งใหญ่ของสหรัฐที่เป็นประเทศเสรีที่มีอำนาจสูงสุดเป็นประวัติศาตร์ แต่เนื้อหาที่สำคัญคือมีการเน้นว่าจีนและรัสเซียเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจแทนที่จะเน้นการแข่งทางทหาร มันเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์การทุ่มเทกำลังทหารเพื่อเผชิญหน้ากับจีนในเอเชียที่รัฐบาลชุดก่อนๆเคยเน้น นอกจากนี้มีการพูดว่าการรักษาอำนาจของสหรัฐทั่วโลกไม่ได้เป็นประโยชน์ในรูปธรรมถ้าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องชัดเจนว่าการแข่งขันหลักของจักรวรรดินิยมในโลกยังเป็นระหว่างจีนกับสหรัฐ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ทรัมป์กำลังรื้อฟื้น Monroe Doctrine หรือ “ลัทธิมอนโร” ที่เคยประกาศใช้โดยประธานาบดีเจมส์ มอนโร ในปี 1823 “ลัทธิมอนโร” ในสมัยนั้นเป็นการประกาศว่าสหรัฐเป็นเจ้าพ่อจักรวรรดินิยมในทวีปอเมริกาทั้งเหนือกับใต้ และจักรวรรดินิยมยุโรปไม่ควรเข้ามาเสือกอีก ก่อนหน้านั้นสหรัฐเคยเป็นประเทศที่อ่อนวัยและอ่อนแอกว่าอำนาจต่างๆ ในยุโรป โดยเฉพาะสเปนกับอังกฤษ และต้องมีการทำสงครามกับสเปนเพื่อขับไล่ออกจากคิวบาและที่อื่น ผลข้างเคียงคือฟิลิปปินส์ถูกโอนจากสเปนไปเป็นของสหรัฐ แต่ที่สำคัญคือมีการมองว่าประเทศลาตินอเมริกาอยู่ในย่าน “สวนหลังบ้านสหรัฐ” และสหรัฐมีสิทธิ์เสือกในแต่ละประเทศตามใจชอบ จะเห็นว่าระหว่าง 1898 กับ 1994 สหรัฐแทรกแซงประเทศในลาตินอเมริกา 41 ครั้ง และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง องค์กรซีไอเอ มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารฝ่ายขวาที่กัวเตมาลาในปี 1954 บราซิลในปี 1964 และชิลีในปี 1973 และสหรัฐอยู่เบื้องหลังสงครามป่าเถื่อนในกัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ และโคลอมเบีย แต่ในช่วงหลังๆ ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีคลินตัน สหรัฐไม่ได้เอาใจใส่ในการควบคุมลาตินอเมริกาเท่าไหร่

ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐต้องการทวีปอเมริกาที่ปราศจากอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของมหาอำนาจที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐ นั้นคือการขู่และเตือนจีนไม่ให้ขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ เพราะตอนนี้จีนลงทุนในอุตสาหกรรมและซื้อน้ำมันกับผลผลิตเกษตรจากลาตินอเมริกามากกว่าประเทศอื่น ดังนั้นน้ำมันของเวเนซุเอลาสำคัญต่อสหรัฐในแง่ของการกดดันจีน ซึ่งไม่ต่างจากบทบาทสหรัฐในการคุมน้ำมันของอิรักเมื่อ20ปีก่อน

ฮูโกชาเวซกับการสร้างรัฐโบลิวาร์และความเสื่อมของรัฐนี้ภายใต้นิโกลัสมาดูโร

ฮูโก ชาเวซ เป็นสมาชิกกลุ่มนายทหารหนุ่มที่ไม่พอใจกับระบบการปกครองของกลุ่มทุนใหญ่และฝ่ายขวาในเวนเนซุเอลา พวกเขาต้องการพัฒนาสังคมและการนำรายได้จากน้ำมันมาลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน เขามองด้วยว่าจักรวรรดินิยมสหรัฐมีอิทธิพลในประเทศมากเกินไป ในปี 1992 ชาเวซ จึงพยายามทำรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ เลยติดคุกสองปี อย่างไรก็ตามประชาชนที่เจ็บปวดจากการปราบปรามกดขี่คนจนของรัฐบาล หันมาสนใจ ชาเวซ

ต่อมาในปี 1998 ชาเวซลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และชนะด้วย 58% ของคะแนนทั้งหมด หนึ่งปีหลังจากนั้น เขาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีกลไกตรวจสอบนักการเมือง มีการเพิ่มงบประมาณรัฐให้โรงเรียนและลดบทบาทสถาบันศาสนาคริสต์ที่เคยสนับสนุนฝ่ายขวา สตรีมีสิทธิเลือกทำแท้ง มีมาตราเพื่อปฏิรูปสื่อและปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ปรากฏว่า 71% ของประชาชนสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้ และหลังจากนั้น ชาเวซ ชนะการเลือกตั้งอีกสามรอบในปี 2000 2006 และ 2012

ในปี 2013 ชาเวซ ป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิต นิโกลัส มาดูโร จากพรรคสังคมนิยมก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน โดยมีการจัดการเลือกตั้งพิเศษในต้นปีเดียวกัน แต่เราจะต้องย้อนกลับไปดูปัญหาของรัฐบาลตั้งแต่สมัย ชาเวซ ปัญหาหลักคือ ถึงแม้ว่า ชาเวซ จะได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งเป็นคนจน และมวลชนพร้อมจะออกมาปกป้องเขาเมื่อมีรัฐประหาร แต่โครงสร้างรัฐอำนาจเก่ายังอยู่ และพยายามทุกวิธีที่จะคัดค้านนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้นายทุนฝ่ายค้านก็คุมสื่อเอกชนส่วนใหญ่ และมีการประโคมข่าวเท็จด่ารัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ในระดับหนึ่ง ชาเวซ พยายามสร้างรัฐใหม่คู่ขนานกับรัฐเก่าโดยอ้างว่ากำลังทำ “การปฏิวัติสังคมนิยม” เช่น มีการสร้างสภาชุมชนที่ประกอบไปด้วยคนรากหญ้า มีธนาคารชุมชนเพื่อเน้นการลงทุนสำหรับคนจน มีการตั้งสหภาพแรงงานใหม่ที่ไม่สนับสนุนกลุ่มทุน และในบางสถานที่มีการทดลองให้กรรมกรคุมการผลิตเอง ทั้งหมดนี้เพื่อจะลดการพึ่งพาอาศัยข้าราชการและกลุ่มอำนาจเก่า แต่ในขณะเดียวกันไม่ได้รื้อถอนรัฐเก่าอย่างเป็นระบบเลย คือทำการปฏิวัติครึ่งทาง และมีการเน้นการนำเดี่ยวของประธานาธิบดีแทนการนำโดยมวลชนชั้นล่าง ชาวเวซ คงไม่ได้อ่านและทำความเข้าใจกับหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” ของเลนิน การเปลี่ยนแปลที่ชาเวซพยายามทำไม่ได้เป็นการล้มทุนนิยมและปฏิวัติสังคมนิยม แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงครึ่งทางที่จบลงด้วยโศกนาฎกรรม

ยิ่งกว่านั้น ชาเวซ มองว่าเผด็จการ “คอมมิวนิสต์แบบสตาลิน” ของ คิวบา เป็นแม่แบบในการสร้างสังคมใหม่ ซึ่งในรูปธรรมหมายความว่า ชาเวซ จะเน้นการนำพรรคพวกของเขาเข้าไปเป็นข้าราชการในโครงสร้างรัฐเก่า แทนที่จะเน้นพลังมวลชนในการรื้อถอนทำลายรัฐเก่าและสร้างรัฐใหม่ และข้าราชการหลายคนของชาเวซก็เริ่มกลายเป็นคนโกงกินที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้

หลังจากที่ ชาเวซ จากโลกนี้ไป รัฐบาลของนิโกลัส มาดูโร ยิ่งเปรอะเปื้อนในการคอร์รับชั่นมากขึ้น และมีการร่วมกินกับนายทุนที่เคยค้านรัฐบาล พูดง่ายๆ มาดูโร ทรยศต่อความฝันของมวลชนที่จะสร้างรัฐใหม่ในรูปแบบ “รัฐโบลิวาร์” และรัฐบาลของเขาเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนด้วยการปล่อยให้เศรษฐีและข้าราชการกอบโกยความร่ำรวย ในยุคนั้นทั้งปัญหาราคาน้ำมันและการคอร์รับชั่นมีผลทำให้โครงการสาธารณะต่างๆ ที่เคยมีไว้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเสื่อมลงอย่างน่าใจหาย พร้อมกันนั้นอัตราเงินเฟ้อก็พุ่งขึ้น นอกจากนี้ปัญหาอาชญากรรมก็เพิ่มขึ้น แต่ มาดูโร ก็ไม่ทำอะไร และไม่ยอมเก็บภาษีจากคนรวยเพิ่มขึ้นหรือยึดพลังการผลิตเอกชนมาเป็นของประชาชน แถมยังมีการโจมตีสิทธิของขบวนการแรงงาน แต่ มาดูโร แก้ตัวว่าทุกปัญหามาจากจักรวรรดินิยมอเมริกา

พรรคฝ่ายขวาภายในประเทศมีเป้าหมายที่จะหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อนสมัย ชาเวซ พวกนี้ไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่อย่างใด สนใจแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าชนชั้นตนเองเท่านั้น เขาเคยพยายามทำรัฐประหารเพื่อล้ม ชาเวซ ในปี 2002 ทั้งๆ ที่ ชาเวซ ได้รับการเลือกตั้งหลายครั้งผ่านกระบวนการประชาธิปไตย และก่อนหน้านั้นพวกฝ่ายขวาเหล่านี้เคยฆ่าประชาชนตายอย่างเลือดเย็นเพื่อปราบปรามการลุกฮือของกรรมาชีพและคนจน ในปี 1989

คนธรรมดาในเวนเนซุเอลาหมดศรัทธาและแปลกแยกจากรัฐบาลของ มาดูโร ซึ่งเห็นได้จากการที่รัฐบาลลต้องโกงการเลือกตั้ง แต่นั้นไม่ได้แปลว่าทุกคนจะแห่กันไปสนับสนุนการกระทำของทรัมป์และกองทัพสหรัฐ พวกที่ฉลองการลักพามาดูโรออกจากประเทศส่วนใหญ่เป็นคนที่เดือดร้อนจากนโยบายของมาดูโรและตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ หลายคนเป็นคนชั้นกลางแต่ไม่ทั้งหมด กรรมาชีพก็มี

การเปลี่ยนรัฐบาลในเวนเนซุเอลา ถ้าจะมีประโยชน์กับคนชั้นล่าง ต้องมาจากการกระทำของกรรมาชีพและคนจนเอง ไม่ใช่มาจากการเบ่งอำนาจของโจรเจ้าพ่อจักรวรรดินิยมและพรรคพวก การบุกเข้าไปลักพา มาดูโร ของสหรัฐเป็นการข่มขู่ทุกรัฐบาลในลาตินอเมริกาที่ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐ หรือที่อยากจะปฏิรูปสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ คำถามสำหรับหลายคนคือ สหรัฐจะละเลงต่อไปที่คิวบาหรือไม่

เราชาวสังคมนิยมมาร์คซิสต์จะต่อต้านการรุกรานประเทศอื่นโดยจักรวรรดินิยมอเมริกาและจักรวรรดินิยมอื่นๆ แต่เราไม่ได้เชียร์หรือสนับสนุนรัฐบาลของ มาดูโร ที่ทรยศต่อผลประโยชน์กรรมาชีพกับคนจน และเราจะไม่หวังให้ประชาชนเวเนซุเอลาไปพึ่งคู่แข่งของอเมริกา เช่นรัสเซียหรือจีน ซึ่งมีบทบาทในการก่อสงครามและกดขี่ประชาชนภายในประเทศของตนเองอีกด้วย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ